แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 13926|ตอบ: 12
go

วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ม.๒ ต.บ้านเรือน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน [คัดลอกลิงค์]

Rank: 8Rank: 8

IMG_4504.JPG



วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว

ม.๒ ต.บ้านเรือน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

[พระเกศาธาตุใต้ฐานพระเจ้าตาเขียว ,

พระเจ้าตาเขียว อายุกว่า ๑,๓๐๐ ปี]

----------------------


(แก้ไขข้อมูลล่าสุด : 2 มีนาคม 2569)


บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 1

อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ

Rank: 8Rank: 8

IMG_4547.JPG



ข้าพเจ้าในนามคณะตามรอยพระพุทธบาท เว็บแดนนิพพาน ขอขอบพระคุณคุณลุงอาทิตย์ มณีแก้ว (คุณลุงปลา) ผู้ดูแลวิหารและคอยต้อนรับพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการพระเจ้าตาเขียว ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี ที่เมตตาเล่าประวัติของวัดให้ทางคณะได้ทราบเพิ่มเติมในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงอีกครั้งมา ณ โอกาสนี้


IMG_4406.JPG



IMG_4554.JPG



บ่อปลา วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว

สามารถซื้ออาหารเลี้ยงปลาได้ ราคาถุงละ ๕ บาท


IMG_4544.JPG



IMG_4562.JPG



IMG_4438.1.jpg



IMG_4409.JPG



ขอจบการเดินทางด้วยภาพป้ายคติสอนใจและบรรยากาศภายในวัด ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๕ สวัสดีค่ะ

----------------------



ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับข้อมูลจาก :
        • วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
        • คุณลุงอาทิตย์ มณีแก้ว (คุณลุงปลา) ผู้ดูแลวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


**หมายเหตุ :


ท่านใดประสงค์จะนำรูปภาพหรือเนื้อหาบทความไปใช้ประโยชน์ที่อื่น สามารถนำไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตจากข้าพเจ้าก่อน


และได้โปรดกรุณาให้เครดิตอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่มา : เว็บแดนนิพพาน และกรุณาอย่าลบหรือครอบตัดเครดิตแหล่งที่มาบนรูปภาพ “Photo by Dannipparn.com”


(ป.ล. หากว่ากระทู้บทความนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าต้องขออภัยในความผิดพลาดต่างๆ ในฐานะปุถุชนที่ย่อมทำผิดและถูกสลับกันไปไว้ ณ ที่นี้ด้วย และจะนำไปปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป)


บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

IMG_4458.JPG



ศาลาการเปรียญ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



IMG_4534.JPG



ภายในศาลาการเปรียญ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4532.JPG



พระประธาน ประดิษฐานภายในศาลาการเปรียญ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4411.JPG



IMG_4413.JPG



IMG_4472.JPG



IMG_4418.JPG



ศาลาบาตร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


คณะศรัทธาวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว สร้างถวายเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๘


IMG_4459.JPG



ศาลา วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


คณะศรัทธาวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว สร้างถวายเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๔


IMG_4403.JPG



กุฏิสงฆ์ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



IMG_4391.JPG



กุฏิรับรองสงฆ์ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4453.JPG



หอกลอง วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4473.JPG



หอระฆัง วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ตอนดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๕


บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

IMG_4470.JPG



IMG_4462.JPG



มณฑปประดิษฐานพระพุทธรูป วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4456.JPG



พระเจ้าตาเขียวจำลอง และ
พระพุทธรูปปางสมาธิ (เรียงจากบนลงล่าง) ประดิษฐานภายในมณฑป วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4454.JPG



พระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานภายในมณฑป วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4435.JPG



IMG_4436.JPG



IMG_4437.JPG



พระพุทธรูปประจำวันเกิด วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

IMG_4401.JPG



วิหารพระเจ้าตาเขียวจำลอง วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



IMG_4399.JPG



IMG_4400.JPG



พระพุทธรูปพระเจ้าตาเขียวจำลอง ประดิษฐานภายในวิหารพระเจ้าตาเขียวจำลอง วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



IMG_4402.JPG



รูปเหมือนและกู่บรรจุอัฐิครูบาพลปัญญาอรัญญวาสี (ครูบากึ๋งม้า) อดีตเจ้าอาวาสองค์แรกวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว (พ.ศ.๒๓๙๕-๒๔๑๓) วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4439.JPG



IMG_4536.JPG



อุโบสถ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


โดยการสร้างของพระครูวิธานวรการ (สมาน กตปฺญโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว รูปที่ ๑๔ (รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ปี พ.ศ.๒๕๑๔) พร้อมด้วยคณะศรัทธา


IMG_4545.JPG



IMG_4546.JPG



วิหารพระอุปคุต ประดิษฐานด้านหน้าอุโบสถ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

IMG_4433.JPG



IMG_4427.JPG



พระธาตุเจดีย์ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4552.JPG



คำนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์

(ว่านะโม ๓ จบ) วันทามิ เจติยัง สัพพัง สัพพัฏฐาเนสุ ปะติฏฐิตา สะรีระธาตุโย เกศาธาตุโย อะระหันตา ธาตุโย เจติยัง คันทะกุฏิง จะตุละสี ติสสะหัสเส ธัมมักขันเธ สัพเพสัง ปาทะเจติยัง อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ ทุระโส อะหังวันทามิ สัพพะทา อะหังวันทามิ สิระสาฯ


IMG_4423.JPG



รูปปั้นสิงห์ ตั้ง
เรียงรายอยู่บนกำแพงแก้วรอบพระธาตุเจดีย์ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4430.JPG



ศาลาบุญวรรณา วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


สร้างถวายโดย คุณจำรัส กันทะสัก พร้อมครอบครัว เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕



IMG_4551.JPG



IMG_4550.JPG



รูปพระสีวลีเถระ ประดิษฐานภายในศาลาบุญวรรณา วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

IMG_4489.JPG



รูปพระอุปคุตเถระ ประดิษฐานภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4507.JPG



ภาพถ่ายปาฏิหาริย์ ขณะลำเรียงพื้นสำเร็จและคานส่งขึ้นไปวางข้างบนเหนือเศียรพระพุทธ
รูปเจ้าตาเขียว ลำเรียงพลาดเป็นเหตุให้แผ่นพื้นสำเร็จตกลงมา แผ่นพื้น (ปูน) สำเร็จนี้ ซึ่งมีน้ำหนักมากรวมแล้วหลายพันกิโลกรัม กลับหยุดลงบนแผ่นหลังคาสังกะสีและไม้ไผ่ ภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4508.JPG



ภาพถ่ายติดแสงลักษณะคล้ายพญานาค ครั้งเมื่อพุทธศาสนิกชนได้มากราบนมัสการพระเจ้าตาเขียว แล้วถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสมัยก่อน
ภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4510.JPG



IMG_4510.JPG



ภาพถ่ายพระอธิการคำอ้าย อินฺทวํโส อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว (พ.ศ.๒๔๗๗-๒๕๐๗) มรณภาพ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๗
ภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4501.JPG



ภาพถ่ายที่ระลึกให้ไว้เนื่องในพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่ง พระพุทธรูปเจ้าตาเขียว รุ่น ๑ ณ วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ต.บ้านเรือน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว


IMG_4512.JPG



ธรรมาสน์ ภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

IMG_4504.1.jpg



IMG_4371.JPG



ประวัติวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๒ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ประมาณ ๒๐๐ ปีมานี้ มีครูบาองค์หนึ่ง เดินธุดงค์มาจากประเทศพม่า ท่านมาพักอยู่แถวอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

ระหว่างที่ท่านพักอยู่ในเขตนั้น ท่านก็พัฒนาวัดวาอารามอยู่หลายวัดด้วยกัน มีวัดสันกอเก็ต เป็นต้น ระยะที่ท่านพักอยู่อำเภอสันป่าตองนั้น ท่านได้ทราบว่า มีพระสุปฏิปันโนหลายรูปอยู่ในเขตอำเภอป่าซาง ที่ควรศึกษาสนทนาธรรมกับท่าน อาทิ ท่านเจ้าคณะแขวงวัดสันกำแพง ตำบลมะกอก ท่านครูบาวัดตีนดอยพระนอนม่อนช้าง ตำบลมะกอก เป็นต้น (ยังมีอีกหลายรูปที่ผู้เขียนจำไม่ได้)

ท่านได้เดินทางข้ามฟากแม่น้ำปิงมา ทุกครั้งท่านครูบาจะเยี่ยงกรายมายังวัดบ้านเหล่าฯเสมอ ตอนนั้นวัดบ้านเหล่าฯ ยังเป็นป่าทึบ ป่าไผ่ ป่าทองกวาว ไม้อื่นๆ อีกหลายชนิด พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในอุโมงค์ (โขง) มีเครือเขาเถาวัลย์ปกคลุมอยู่แทบจะมองไม่เห็นองค์พระพุทธรูป บริเวณนั้นมีแต่ขนไก่ ขนเป็ดทั้งหลาย ที่คนนำเอามาสังเวยเซ่นไหว้

กล่าวกันว่าเจ้าที่เจ้าทางที่ปกปักรักษาองค์พระพุทธรูปแรงมาก ถ้าหากมีผู้ใดเยี่ยงกรายมาบริเวณองค์พระ แล้วกระทำการลบหลู่ดูหมิ่น จะต้องมีอันเป็นไป คือ เจ็บไข้ได้ป่วยตามๆ กัน ถ้าอยากจะหายป่วยต้องหาสัตว์มาสังเวย ขอขมาลาโทษ จึงจะหายจากการเจ็บป่วย

ท่านครูบาเดินทางผ่านมาบริเวณนี้บ่อยครั้งมาก แต่ท่านไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรอยู่ในอุโมงค์นั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านได้แวะดูบริเวณอุโมงค์นั้น จึงได้เห็นพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ มีพระพักตร์ และตั้งแต่นั้นมา ท่านครูบาจะ
มานั่งพักนั่งสมาธิต่อหน้าองค์พระพุทธรูปทุกครั้ง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านครูบาได้แวะมานั่งสมาธิต่อหน้าองค์พระพุทธรูปเหมือนดังเช่นเคยปฏิบัติมา ก่อนจะนั่ง ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าหากว่าวัดร้างแห่งนี้จะลุกขึ้นเป็นวัดอีกครั้งหนึ่ง ขอให้มีนิมิตไปในทางที่ดีด้วย จากนั้นท่านครูบาก็เริ่มเจริญสมาธิภาวนา สมดั่งคำอธิษฐานของท่านครูบา

ท่านครูบามีนิมิตหมายไปในทางที่ดีจริงๆ ท่านจึงได้นำเอาข่าวนี้ไปบอกกับพระเทพและพระภิกษุสามเณรที่อยู่วัดใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดบ้านเหล่าปัจจุบัน ประมาณ ๕๐๐ เมตร พร้อมด้วยศรัทธาชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้น มาช่วยกันพัฒนาแผ้วถางสร้างขึ้นเป็นวัดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ท่านครูบาก็ได้อยู่จำพรรษาที่วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียวนี้ด้วย นับว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ที่ท่านได้มาพัฒนาและสร้างเป็นวัดขึ้น เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษนี้ ท่านได้นิมนต์พระเทพ พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่ ย้ายมาอยู่รวมกันจำพรรษาที่วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียวด้วยกัน จนทำให้วัดใหม่นั้นกลายเป็นวัดร้างมาจนถึงปัจจุบัน

และก่อนที่ครูบาจะพัฒนาเป็นวัดอีกครั้งหนึ่ง เดิมวัดบ้านเหล่า ชื่อว่า วัดจันดงพระเจ้านั่งโขง ครูบาพัฒนาวัดเห็นว่าเป็นป่าเป็นเหล่ามาก่อน และท่านได้บูรณะองค์พระพุทธรูปด้วย โดยท่านได้นำเอาขันสรงน้ำของท่าน ซึ่งเป็นสีน้ำเงินเข้มๆ ให้ช่างเจียรนัย แล้วนำมาครอบพระเนตรเดิมขององค์พระด้วย เพราะท่านคิดว่ากลัวจะเป็นภัยต่อโจร จึงคิดเอาแก้วของท่านครอบเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

ในระหว่างที่ท่านพัฒนาวัดอยู่นั้น เป็นปี พ.ศ.๒๓๙๕ ในการก่อสร้าง ท่านได้รื้ออุโมงค์ครอบองค์พระพุทธรูป แล้วก่อสร้างวิหารแทน และกุฏิ อาคารเสนาสนะอีกหลายอย่าง ในการก่อสร้างวิหารครั้งนั้น ท่านได้รับความช่วยเหลือจาก หม่องกันทอ โดยได้รับความช่วยเหลือเรื่องไม้เสา ไม้อุปกรณ์ต่างๆ โดยหม่องกันทอได้ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในทุกประการ จนสร้างพระวิหารได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

นับตั้งแต่นั้นมา วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียวได้กลับกลายฟื้นขึ้นมาเป็นวัดมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง จวบจนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เพราะอาศัยบารมีของท่านครูบาเจ้านั่นเอง เมื่อวัดเจริญขึ้นมาได้ดังนี้ พระภิกษุและสามเณรที่จำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่ดังกล่าว จึงได้พากันย้ายมาจำพรรษาที่วัดบ้านเหล่าฯ ปัจจุบันหมด

เมื่อท่านครูบาได้บูรณะวัดบ้านเหล่าฯ ให้กลับมาเจริญเพียงนั้น ท่านครูบาก็จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านเหล่าฯ เรื่อยมาหลายต่อหลายพรรษาด้วยกัน จนตลอดอายุสังขารของท่านครูบาเจ้าเข้าสู่วัยชราและได้มรณภาพ ณ ที่วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียวแห่งนี้

นับเป็นวัดที่อวสานชีวิตท่านได้จบลงที่นี่ นับว่าท่านเป็นองค์บุพการีต่อวัดบ้านเหล่าฯ ตั้งแต่เป็นวัดร้างให้กลับมาเจริญขึ้น ด้วยบารมีของท่านครูบาเจ้า (แต่ท่านมรณภาพ วัน เดือน ปี ไหน ไม่มีใครทราบ เพราะไม่มีจารึกไว้ที่กู่อัฐิของท่านเลย) ซึ่งปัจจุบันนี้ กู่บรรจุอัฐิของท่านครูบาเจ้ายังมีอยู่ที่วัดบ้านเหล่าฯ มาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว

และครูบาเจ้ามีนามใดไม่ปรากฏ อาศัยว่าท่านมาจากเมืองกึ๋งม้า ประเทศพม่า ดังนั้นประชาชนจีงเรียกนามของท่าน ตามนามเมืองของท่านว่า “ครูบาเจ้ากึ๋งม้า” ติดปากจนถึงสมัยปัจจุบัน

ต่อมาภายหลัง จึงได้ทราบชื่อของครูบากึ๋งม้า จากครูบาพระพ่อเป็ง โพธิโก ซึ่งเป็นพ่อของพระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก หรือครูบาพรหมจักร) แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยครูบาพ่อเป็ง โพธิโก ได้บอกว่า ชื่อจริงของท่านครูบากึ๋งม้า คือ ครูบาพลปัญญาอรัญญวาสี ดั่งนี้แล


การบริหารและการปกครองวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว

นับตั้งแต่ครูบากึ๋งม้ามาพัฒนาสร้างขึ้นเป็นวัด มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม หนึ่งร้อยปีเศษมานี้ มีดังนี้

๑. ครูบากึ๋งม้า (ครูบาพลปัญญาอรัญญวาสี)  พ.ศ.๒๓๙๕-๒๔๑๓

๒. พระเทพ  พ.ศ.๒๔๑๔-๒๔๑๖

๓. พระโล้  พ.ศ.๒๔๑๗-๒๔๒๐

๔. พระอุ่น  พ.ศ.๒๔๒๑-๒๔๒๓

๕. พระแอ้  พ.ศ.๒๔๒๔-๒๔๒๖

๖. พระดวงคำ  พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๓๒

๗. พระคำมูล  พ.ศ.๒๔๓๓-๒๔๔๖

๘. พระแก้ว  พ.ศ.๒๔๔๗-๒๔๕๖

๙. พระแสน วิชโย  พ.ศ.๒๔๕๗-๒๔๖๔

๑๐. พระติ๊บ จันทิมา  พ.ศ.๒๔๖๕-๒๔๖๙

๑๑. พระก๋องคำ คำภีระ  พ.ศ.๒๔๗๔-๒๔๗๖

๑๒. พระอธิการคำอ้าย อินทวํโส  พ.ศ.๒๔๗๗-๒๕๐๗

๑๓. พระอธิการบุญรส คำภีโร  พ.ศ.๒๕๐๘-๒๕๑๓

๑๔. พระครูวิธานวรการ (สมาน กตปฺญโญ)  พ.ศ.๒๕๑๔-เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

(ข้อมูล ณ วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๖)

----------------------


(แหล่งอ้างอิงข้อมูล : ป้ายประวัติวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ประวัตินี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๖)


WAT.jpg



จิตรกรรมฝาผนังภาพประวัติวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว

ภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



IMG_4513.JPG



๑. ภาพครูบากึ๋งม้า
(ครูบาพลปัญญาอรัญญวาสี) เดินธุดงค์มาจากประเทศพม่า พบเห็นพระเจ้านั่งโขง


IMG_4514.JPG



๒. ภาพครูบากึ๋งม้า จึงได้เชิญชวนชาวบ้าน สร้างวิหารขึ้นมา


IMG_4486.JPG



๓. ภาพ
วิหารสร้างเสร็จสมบูรณ์ โดยการสร้างของครูบากึ๋งม้า (ครูบาพลปัญญาอรัญญวาสี) เจ้าอาวาสองค์แรกวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ปีพุทธศักราช ๒๓๙๕-๒๔๑๓


IMG_4516.JPG



๔. ภาพได้เกิดวาตภัย หรือพายุขึ้นอย่างรุนแรง วิหารต้านลมไม่ไหว จึงพังลง



IMG_4517.JPG



๕. ภาพต่อมาจึงได้ทำการก่อสร้างวิหารใหม่อีกครั้ง


IMG_4518.JPG



๖. ภาพในปี
พุทธศักราช ๒๔๙๘ และเวลานี้ วิหารหลังนี้ก็ต้องรื้อสร้างใหม่อีกครั้ง


IMG_4496.JPG



IMG_4487.1.jpg



จิตรกรรมฝาผนังภาพพุทธประวัติ ภายในวิหาร วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว



บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

IMG_4521.JPG



ตำนานพระเกศาธาตุและการสร้างพระเจ้าตาเขียว

วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว อ.ป่าซาง จ.ลำพูน


ที่ได้มีผู้จัดพิมพ์ถวายวัด เล่าถึงตำนานประวัติพระเกศาธาตุและการสร้างพระเจ้าตาเขียวในหลายยุคสมัย ดังนี้

๑. สมัยพุทธกาล


สมัยเมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ได้ทรงจาริกไปยังถิ่นต่างๆ เพื่อประกาศเทศนาธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ ในการเสด็จจาริกครั้งนั้น พระอินทร์และเหล่าเทพยดาได้ตามเสด็จมาด้วย

หลังจากเสด็จยังดอยจอมทองและดอยน้อย (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่) แล้วได้เสด็จมายังถิ่นอาศัยทำมาหากินในทางทำไร่ของชนชาวลัวะ ได้ทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปในภายภาคหน้าถิ่นนี้จะเป็นนครใหม่รุ่งเรืองทางพุทธศาสนา มีนามว่า หริภุญชัยนคร

ณ บริเวณที่ทรงประทับพัก ในขณะนั้นมีชาวลัวะผู้หนึ่งชื่อ เม็งคะบุตร ซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการทำไร่ เหลือบไปเห็นพระพุทธองค์เสด็จมา ก็เกิดความเกรงกลัว จึงลุกขึ้นวิ่งหนีไป แต่เมื่อลัวะเม็งคะบุตรทราบว่านี่คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ เม็งคะบุตรจึงกลับไปยังที่เดิม

เมื่อเม็งคะบุตรกลับไปแล้ว ประชาชนในแถบใกล้เคียงได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ จึงชวนกันมาฟังสัทธรรม เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมฟอกจิตใจของเม็งคะบุตรและประชาชนที่มาฟังในที่นั้นตามสมควรแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงอานิสงส์ของการก่อสร้างพระพุทธรูปให้ฟังอีก จนทุกคนในที่นั้นเกิดความเลื่อมใส

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์แสดงอานิสงส์จบลง พระอินทร์ซึ่งเป็นประธานในที่นั้น จึงกราบบังคมทูลขอพุทธเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประดิษฐานไว้ ณ ที่ตรงนั้น เพื่อให้เป็นที่เคารพสักการะของอนุชนรุ่นหลังต่อไปในภายภาคหน้า ในเมื่อพระอินทร์มีความประสงค์เช่นนั้น พระพุทธองค์ก็มิทรงขัดพระหฤทัย จึงทรงประทานพระเกศาธาตุให้แก่พระอินทร์


อนึ่ง พื้นที่บริเวณวัดบ้านเหล่าเป็นที่ราบไม่มีถ้ำเหว หรือเงื่อมผาสำหรับบรรจุพระเกศา หากแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพุทธญานว่า ภายหน้าจักมีพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานครอบพระพุทธเกศาธาตุของพระองค์ไว้ และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นที่พึ่งของสมณะ เทพยดา และมนุษย์สืบต่อไป

จากนั้นพระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าเทพยดาทั้งหลาย ก็ได้เสด็จจาริกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดบ้านเหล่า ไปยังวัดพระยืน ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน ต่อไป

หลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปแล้ว พระอินทราธิราชพร้อมบริวารส่วนหนึ่ง ได้ร่วมกับเม็งคะบุตรและคหบดีเศรษฐีที่อาศัยอยู่ถิ่นนั้น ได้พากันขุดอุโมงค์และก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ ต่อมาจึงนำพระพุทธเกศาใส่ในผอบแก้ว ช้อนทองคำ นาค เงิน และใส่ลงในโกฏิเงินอีกครา บรรจุลงในอุโมงค์ที่วางปูด้วยศิลาเงิน นาค และทองคำทั้งสามทิศ


ในเวลาเดียวกันนั้น คหบดีและประชาชนแถบนั้นก็ได้นำเอาของมีค่าต่างๆ นำมาบรรจุลงในอุโมงค์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วย เสร็จแล้วก็ช่วยกันปิดปากอุโมงค์ด้วยแผ่นทองคำ นาค เงิน และท้ายสุดคือ ศิลา เพื่อป้องกันมิให้ผู้ร้ายทำลายและลักขโมย

ต่อมาพญานาคมาพบเห็นอุโมงค์บรรจุพระพุทธเกศาธาตุ และเกรงว่าจะถูกทำร้ายให้ได้รับอันตราย จึงลงไปยังชั้นบาดาล แล้วนำเอาศิลาหินอันใหญ่มาปิดปากอุโมงค์ไว้อีกชั้นหนึ่ง

l54 - Copy.png




๒. สมัยพระแม่เจ้าจามเทวี


ตำนานฉบับเดียวกันได้กล่าวว่า ครั้นลุถึงปี พ.ศ.๑๒๓๕ อันเป็นอาณาจักรหริภุญชัยนคร มีความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนามาก ผู้คนล้วนอยู่ในศีลธรรม จัดเป็นพุทธนครที่มีความร่มเย็น ในครั้งนั้นผู้มีศีลมีธรรม รู้ศีลรู้ธรรม ชื่อว่า ขันตะคะ ได้ทราบว่ามีพระพุทธเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็รู้สึกมีความยินดียิ่ง

จึงปรึกษากับญาติพี่น้องช่วยกันขุดพระพุทธเกศาธาตุขึ้นมา แล้วได้มีการขุดถ้ำใหม่ ปรับปรุงหน้าดินให้เรียบร้อยสวยงาม แล้วนำน้ำอบน้ำหอมสุคันธาต่างๆ มาพรมถ้ำใหม่นั้น แล้วอัญเชิญ พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งหริภุญชัยนคร พร้อมทั้งพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศ พระราชโอรส ๒ พระองค์ของพระนางจามเทวี เป็นประธาน

โดยพระนางจามเทวีทรงโปรดให้ เจ้ามหันตยศ พระราชโอรสองค์แรก (ผู้ครองนครหริภุญชัยสืบต่อพระองค์) เป็นผู้อัญเชิญพระพุทธเกศาธาตุลงในถ้ำที่สร้างไว้ และทรงโปรดให้ เจ้าอนันตยศ
พระราชโอรสองค์น้อง (ผู้สร้างเขลางค์นคร) เป็นผู้อัญเชิญเครื่องบูชา อันมี แก้ว แหวน เงิน ทอง ดอกเงิน ดอกคำ รูปช้าง ม้า วัว ควาย (เป็นทองคำ) ขนาดเท่ากำปั้น ถาดเงิน ถาดคำ ทั้งหมดจำนวนหนึ่งลำล้อ

เมื่อทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปแล้ว พระแม่เจ้าจามเทวี พระเจ้ามหันตยศ และพระเจ้าอนันตยศ มีความคิดเห็นตรงกันว่า สมควรที่จะสร้างพระพุทธรูปไว้ที่ปากถ้ำ ๑ องค์ เพื่อเป็นเครื่องหมายและให้ผู้คนสมัยนั้นได้กราบไหว้บูชา เพื่อเป็นสิริมงคลและสืบอายุพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป

ขันตะคะ เมื่อรู้ความประสงค์ของพระแม่เจ้าจามเทวีและพระโอรสทั้งสองแล้ว ก็ปีติยินดีและเห็นด้วยที่จะสร้างพระพุทธรูป จึงชวนชาวบ้านในถิ่นนั้นมาร่วมกันดำเนินการก่อสร้างพระพุทธรูป โดยมีพระแม่เจ้าจามเทวี พระเจ้ามหันตยศ และพระเจ้าอนันตยศ เป็นประธานก่อสร้างและบริจาคก้อนอิฐ (ดินกี่)
สำหรับสร้างพระพุทธรูปและทองปิดองค์พระเป็นจำนวนมาก

พระเจ้ามหันตยศ ทรงเป็นผู้ดูแลการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง และมีชาวบ้านมาช่วยกันสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางนั่งขัดสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๓ ศอก สูง ๑๘ ศอก โดยสร้างครอบอุโมงค์ที่บรรจุพระเกศาธาตุ (อุโมงค์ดังกล่าวอยู่ใต้พื้นพระพุทธรูปปัจจุบันนี้)


เมื่อทำการก่อสร้างพระพุทธรูปจนถึงพระศอ ตอนแรกผู้ร่วมก่อสร้างก็มีความคิดเห็นเหมือนกัน แต่เมื่อถึงส่วนพระพักตร์ของพระพุทธรูป ต่างมีความเห็นต่างกันออกไป ว่าจะเอาแบบใด รูปใด ต่างไม่มีความลงรอยกัน และยังไม่มีช่างผู้ใดที่จะมาทำพระพักตร์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ยากพอสมควร

ความเห็นอันแตกต่างนี้ได้เข้าไปในวิถีญาณของพระอินทร์ที่ประทับอยู่ในแดนทิพย์แดนธรรม พระอินทร์ทรงเห็นว่าคงไม่ดีแน่ จึงอธิษฐานจิตลงมายังโลกมนุษย์ โดยแปลงร่างเป็น "ชีปะขาว" เดินเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้น ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีใครทราบว่าชีปะขาวนี้มาจากไหน

เมื่อมาถึงสถานที่ก่อสร้างพระพุทธรูป ชีปะขาวจึงรับอาสาช่วยสร้างพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้ให้ เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชีปะขาวคนนั้นจึงได้ลงมือทำพระพักตร์เอง เมื่อทำพระพักตร์เสร็จ ปรากฏเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์ที่สวยงาม แต่ยังขาดแก้วในพระเนตรที่จะบรรจุเป็นพระเนตรของพระพุทธรูปที่สร้างใหม่ ชีปะขาวที่รับอาสาทำพระพักตร์จึงรับอาสาที่จะหาแก้วมาใส่บรรจุไว้ในพระเนตร

ในวันรุ่งขึ้น ชีปะขาวก็ได้นำแก้วมรกตสีเขียวทึบ (เป็นแก้วมรกตมณีนิลจากแดนทิพย์ของพระอินทร์) จำนวน ๒ ลูก มาบรรจุเป็นนัยน์ตาของพระเนตรทั้ง ๒ ของพระพุทธรูปองค์นั้น เมื่อบรรจุลงไปแล้วดูสวยสดงดงามยิ่งนัก สร้างความฉงนสนเท่ห์แก่บรรดาผู้คนที่ได้พบเห็นเป็นอันมาก และสร้างอุโมงค์ครอบองค์พระพุทธรูปอีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ ประชาชนในแถบนั้นจึงได้ขนานพระนามพระพุทธรูปเป็นภาษาสามัญและพื้นเมืองว่า “พระเจ้าตาเขียว” หรือเรียกตามราชาศัพท์ว่า “พระพุทธปฏิมาพระเนตรเขียว”


การสร้างพระพุทธรูปนี้ เริ่มสร้างเมื่อเดือนขึ้น ๘ ค่ำ พ.ศ.๑๒๓๕ เสร็จสมบูรณ์ เดือนยี่แรม ๕ ค่ำ พ.ศ.๑๒๓๕ และเมื่อสร้างองค์พระพุทธรูปบรรจุพระเนตรแก้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงประชุมตกลงกันทำบุญฉลองสมโภชพระพุทธรูปพระเจ้าตาเขียว โดยนิมนต์พระเถระผู้ทรงคุณวุฒิมาเจริญพระพุทธมนต์ มีพระแม่เจ้าจามเทวี พระเจ้ามหันตยศ และพระเจ้าอนันตยศ เป็นประธาน และมีการจุดบ้องไฟขนาดต่างๆ เป็นพุทธบูชาเป็นจำนวนมาก ประมาณได้ ๑๐๘ กระบอก

เมื่อประชาชนต่างคนก็จุดบ้องไฟของตัวเองถวายหมดแล้ว ปรากฏว่ายังเหลือบ้องไฟอีกหนึ่งบ้อง ซึ่งเป็นบ้องไฟใหญ่ที่สุดในจำนวนที่จุดในวันนั้น และเป็นบ้องสุดท้าย ดังนั้นประชาชนจึงห้อมล้อมมุงดูกันอย่างเนืองแน่น บ้องไฟนี้ชีปะขาวที่มารับอาสาช่วยสร้างพระพักตร์และนำเอาแก้วมรกตสีเขียวทึบมาบรรจุทำเป็นพระเนตรขององค์พระพุทธรูป เป็นผู้จุดเอง


เมื่อชนวนบ้องไฟติด ชีปะขาวผู้นั้นจึงกระโดดขึ้นไปอยู่บนหัวบ้องไฟ ในระยะต่อมาชั่วอึดใจประชาชนก็พบความแปลกประหลาด คือ บ้องไฟนั้นได้พาเอาร่างชีปะขาวผู้นั้นขึ้นไปด้วย สูงขึ้น สูงขึ้น จนหายเข้ากลีบเมฆไปในที่สุด และจึงรู้ว่าเป็นพระอินทร์เนรมิตแปลงร่างลงมาช่วยก่อสร้างพระพุทธรูปจนสำเร็จโดยง่ายดาย เกิดเสียงแซ่ซ้องสาธุการดังอึงคะนึงเนืองแน่นจากประชาชนที่ได้พบเห็น

ในระยะต่อมา สถานที่ก่อสร้างพระพุทธรูปเจ้าพระเนตรเขียว จึงได้กลายเป็นวัดขึ้น เรียกว่า “วัดพระเจ้าตาเขียว” ปรากฏว่าเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น และเจริญต่อมาเป็นกาลอันยาวนาน

l54 - Copy (4).png




๓. สมัยพระเจ้ายีบา


บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม ผู้คนล้มตาย พระพุทธรูปเจ้าตาเขียวจึงขาดการดูแล บ้านเมืองรกร้าง องค์อินทร์ทรงเล็งเห็น จึงได้แปลงร่างลงมาเป็นงูใหญ่เฝ้าบริเวณนี้ไว้ เพื่อป้องกันและคุ้มครองพระพุทธเกศาธาตุและพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ จนกว่าจะมีผู้มีบารมีมาสืบทอดต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประวัติของวัดได้มีการกล่าวมาถึงช่วงสุดท้ายของเมืองหริภุญชัย ก่อนการปกครองของพญามังรายและเข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของล้านนา โดยประวัติของวัดในส่วนหลังจากนี้ ได้ขาดหายไปเป็นเวลาประมาณ ๕๐๐ กว่าปี

และได้เริ่มมีการกล่าวถึงอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่สามารถอ้างอิงหลักฐานบางประการได้ และปรากฏสิ่งก่อสร้างที่เป็นรูปธรรม เช่น รูปเหมือนและกู่บรรจุอัฐิของครูบากึ๋งม้า ให้สักการบูชาตราบจนถึงปัจจุบัน

ทุกปีจะมีการสรงน้ำปิดทององค์พระเจ้าตาเขียว ในวันขึ้น ๗-๙ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ)

l54 - Copy (3).png



บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html
‹ ก่อนหน้า|ถัดไป

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2026-6-5 19:52 , Processed in 0.149504 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.