โปรไฟล์ของ UMPแบ่งปัน http://www.dannipparn.com/?9802

บล็อก

บันทึกของฉัน

เข้าชม/อ่าน 82 ครั้ง 2012-2-21 00:48

9/09/54

          พี่จุ๋มเล่าว่าท่านอ.ประเสริฐ ให้ทิ้งผู้รู้ แล้วทิ้งอย่างไรล่ะ ท่านบอกให้กลับมารู้ลม ยังเข้าไม่ถึงในสิ่งที่พี่จุ๋มติด พี่จุ๋มบอกให้รู้กายตามปกติแต่ให้กลับมารู้ลมบ่อยๆ เหมือนตั้งใจทิ้งสิ่งที่กำลังรู้และตั้งใจกลับมารู้ลม จะทำให้การรู้ในขณะนั้นถูกทิ้งลงอย่างสิ้นเชิง พี่จุ๋มบอกให้ทำก็ควรทำ ดูจะเป็นเรื่องง่ายเสียด้วย เพราะเรามันพวกชอบตั้งใจทำอยู่แล้ว รู้ลมแบบตั้งใจน่าจะสบายกว่ารู้กายทั้งกายแต่จะกลายเป็นว่าพอตั้งใจแล้วมันจะมารู้ลมอย่างเดียวนะสิ ไม่กลับไปกลับมา ยังไงก็ต้องลองดู แบบไหนถูกหรือจะตีความผิด ไม่เกิน 2 วันก็รู้ ......UMP


อืม..ดีๆ ใช้ได้

อะไรก็ไม่รู้

เห็นด้วยๆ

ซึ้งจังเลย

ขำฮาตรึม

ความคิดเห็น ความคิดเห็น (43 ความคิดเห็น)

ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:54
10/09/54
        นักเขียนรุ่นเก่าท่านหนึ่งเขียนผ่านจอทีวีไว้ว่า “รู้อะไรรู้ให้แจ้งแล้วลบทิ้งให้หมด” นึกถึงพี่จุ๋มในตอนนี้ เล่าให้พี่จุ๋มฟัง พี่จุ๋มบอกว่ายังไม่รู้ว่าต้องทิ้งยังไง ไม่ดิ้นรนค้นหาทำไปตามปกติ แต่จะพยายามกลับมารู้ลมเหมือนคนเริ่มใหม่ เมื่อก่อนพี่จุ๋มก็รู้ลมเข้าออกบ่อยแต่มันขาดช่วงไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ถามพี่จุ๋มว่าสิ่งที่พี่จุ๋มรู้มากมายจนหาคนถ่ายทอดให้ไม่ได้ เสียดายไหมที่ต้องทิ้งมัน พี่จุ๋มบอกว่าผ่านวันนั้นมาเมื่อรู้ว่าติดในความรู้และต้องทิ้งมัน เหมือนยกภูเขาออกจากอก เพียงแต่มันยังเหลือรอยอยู่ซึ่งไม่รู้จะลบมันยังไง
         ก่อนวางโทรศัพท์มีตลกเล็กๆคุยกัน มีคนโพสต์ในเนตว่าแผ่นพระอาจารย์สุรศักดิ์ ดีมากเลยฟังแล้วหลับสบาย ขำทั้งคนฟังและคนเล่า พี่จุ๋มบอกว่า ฟังตอนนอนมันจะได้อะไร ต้องตั้งใจฟังสิ และอีกเรื่องสารภาพพี่จุ๋มไปว่า อ่านหนังสือปฏิปทาฯ หลวงตาท่านพูดถึงการภาวนาที่เหมาะกับจริตของคน บางคนนั่ง บางคนยืน บางคนเดิน บางคนก็นอน พิจารณาดูตัวเองแล้วไม่เวิร์คทั้งเดิน นั่งและยืน เห็นจะเหมาะอย่างเดียวคือท่านอน (อันนี้หมายถึงนอนภาวนาแล้วหลับไปเลย) หลายคนคงถนัดท่านี้ เล่าให้ขำเป็นเชิงตำหนิตัวเองที่ขี้เกียจ เขาให้เดิน นั่ง ยืน ภาวนากัน กลับเลือกท่านอนเพราะถูกกับจริตนิสัยขี้เกียจของตัวเอง หัวเราะรอบที่ 2 กับการอ่านหนังสือของท่าน ท่านเล่าว่าพระธุดงค์บางท่านขี้เกียจอ่อนแอ ภาวนามีแต่สัปหงก นั่งสมาธิมีแต่หลับใน นั่งที่ไหนหลับในที่นั่น ท่านผู้นี้มีเอตทัคคะในทางหลับใน เราทั้งนั้นเลย อ่านแล้วโดนไปหลายหมัด
        หลวงตาท่านสอนวิธีพิจารณาความกลัวเสือ ให้พิจารณาแยกกายมันออกเป็นส่วนๆ มันมีตา หู จมูกเหมือนเรา มันมีลาย เราก็มีลายสักบนตัว มันมีหาง เราไม่มีแต่จะกลัวอะไรกับหาง มันมีฟันเราก็มี เรามีทุกอย่างเหมือนมัน แล้วจะกลัวอะไรกับ มันมีสมองเหมือนเรา เราต่างหากที่มีปัญญามากกว่ามัน แยกมันออกเป็นชิ้นๆ มันก็ไม่ต่างกับเรา ขอยืมหลวงตาท่านไปพิจารณาความกลัวอย่างอื่น โดยเฉพาะคน ใช่เขามีทุกอย่างเหมือนเราแล้วจะไปกลัวอะไร ตับไตไส้พุงละ จะไปกลัวอะไรกับมัน ใครๆเขาก็มีกัน หมู ไก่ ปลา ก็มีหน้าตาเหมือนเรา หน้านี่ล่ะ คนเราพอแก่พอตายมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น ใครบ้าที่ไหนมันจะมาตึงได้ตลอดชีวิต แล้วความตายล่ะจะไปกลัวอะไร ตายมาตั้งกี่ครั้งแล้ว คนทั้งโลกเขาก็ตายกัน จริงๆแล้วไม่ใช่กลัวตายหรอก กลัวเจ็บก็ยังไม่ใช่เพราะยาที่ทำให้หายเจ็บมีตั้งมาก กลัวการพลัดพรากมากกว่า กลัวไม่ได้เห็นหน้าคนที่เรารัก กลัวสมบัติจะกลายไปเป็นของคนอื่น เมื่อไหร่ความไม่มีเกิดขึ้นกับตัวเรา เมื่อนั้นเราคงไม่กลัวความตาย โดยเฉพาะความไม่มีตัวตน...UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:55
11/09/54
        วันนี้หลวงตาท่านเล่าเรื่องหลวงปู่หล้าให้ฟัง แม้จะเป็นเรื่องเสือ ช่างจับใจผู้อ่านยิ่งนัก เข้าใจแล้วล่ะที่ท่านมักจะเล่าว่าเมื่อพระธุดงค์ท่านมาคุยกันช่างน่าฟังจับจิตจับใจเช่นนี้นี่เอง ตาปะขาวที่ตามไปธุดงค์กับท่านหลวงปู่หล้ากลัวเสือแทบบ้า เจอเสือเฝ้ารอบมุ้งทั้งคืนเพราะทำเรื่องลบหลู่ท่านไว้ ท่านบอกไว้น่าฟังมาก หากเรากลัวกิเลสเท่ากับกลัวเสือป่านนี้คงพ้นทุกข์ไปนานแล้ว ทุกบททุกตอนที่อาจารย์ท่านเขียนแทบจะผ่านไปไม่ได้เลย ความนัยที่ท่านเล่าจับจิตจับใจจนแทบน้ำตาแทบไหล ท่านว่าหลวงปู่หล้าท่านเชี่ยวชาญทางด้านการอธิบายธรรมเกี่ยวกับตัวอวิชชาได้ล้ำลึกนัก หากพี่จุ๋มอ่านมาถึงบทนี้คงมีเรื่องดีๆ ขยายให้ฟัง
        พี่จุ๋มอ่านประวัติท่านพระอาจารย์มั่นมาถึงเรื่องที่เกี่ยวกับการมีสติในขณะทำสมาธิ แล้วพี่จุ๋มถามว่าอ่านแล้วไม่ปิ๊งอะไรเลยหรือ ทำไมจำได้แต่เรื่องตลกๆ ตอบกลับพี่จุ๋มไปว่าไม่กล้าที่จะเอ่ยถึงเพราะยังเข้าไม่ถึงตรงจุดนั้นจริงๆ จำได้ขณะที่อ่านมีหลายตอนมากที่อยากจะพูดถึง แต่ดูแล้วจะกลายเป็นอวดกับพี่เขา ตัวเองอ่านไปก่อน ขณะที่พี่เขายังไม่ได้อ่าน ครั้งแรกตั้งใจว่าจะพูดให้น้อยที่สุด รอให้พี่เขาอ่านก่อน สุดท้ายอดไม่ได้จึงเหลือแต่เรื่องเล่าขำๆ ที่อ่านเจอ  พี่จุ๋มก็คงแปลกใจทำไมมันไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย แต่ก็แปลกนะพอตั้งใจอย่างนี้มันจำติดใจอยู่เฉพาะช่วงที่อ่าน พอผ่านไปกลับลืมเรื่องนั้นหมด หากได้หนังสือมาจะกลับไปอ่านอีกครั้ง
        อ่านหลวงตาต่อตอนเย็น ท่านเน้นหนักในเรื่องการทำลายความกลัวทั้งเสือทั้งผี ท่านเล่าว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลายแม้พระพุทธองค์เองท่านยังผ่านมาแล้ว ไม่เห็นมีใครตายเพราะเสือกินหรือผีสักองค์ มันก็จริงของท่าน หากเรายอมมันเพราะเรื่องแค่นี้ เราคงไม่มีโอกาสพ้นจากวังวนนี้แน่ๆ (คนเขียนกลัวหน้าผีของตัวเองมาก)
        ท่านเล่าถึงบรรยากาศการไปธุดงค์ในป่า พลันบรรยากาศบนอุทยานฯเขาใหญ่ก็เกิดขึ้นมาในใจ สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เย็นและเสียงสัตว์ที่ส่งเสียงร้องในป่า มันชัดเจนมาก ใช่สถานที่แบบนั้นเหมาะแก่การภาวนาจริงๆ หากมีโอกาสพาพี่จุ๋มไปอยู่ภาวนาสักอาทิตย์ อาการเห็นภาพเหมือนจริงได้เช่นนี้มันไม่ได้คิดฟุ้งไปแต่มันปรุงเก่งจัง ทำเหมือนเลย หลวงตาท่านเก่งทำให้นึกภาพตามขึ้นมาได้....UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:55
12/09/54
        วันนี้บอกพี่จุ๋มไปว่า เวลาที่ใจรู้สึกดีๆ อารมณ์ขุ่นมัวเข้าไม่ถึงใจเลย ก็ด้วยเรื่องขำเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือของหลวงตา ทำให้ใจยิ้มได้ทั้งวัน พี่จุ๋มบอกว่าเมื่อจิตคิดถึงแต่เรื่องที่เป็นกุศล หน้าตาจะผ่องใส จิตใจจะเบิกบาน นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าจิตมันรู้ได้ทีละอย่าง เมื่อมันคิดถึงแต่เรื่องดีๆ มันก็วางเรื่องไม่ดีลงไป
        อีกเรื่องที่เล่าให้พี่จุ๋มฟัง ตอนนี้เอานกหวีดให้พ่อเป่า ทำไมเมื่อเปลี่ยนจากเสียง อือ อือ มาเป็นเสียงนกหวีด ใจถึงไม่หงุดหงิด ไม่โกรธ พี่จุ๋มบอกว่าจริงๆแล้วไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไรมันก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ เพียงแต่เราให้ค่ามันต่างกัน เสียงไหนที่ให้ค่ามันมากหมายถึงมีอคติต่อมัน มันก็เข้ามากระตุกใจเราทุกครั้งไป
        ด้วยอากาศที่เย็นฝนพร่ำๆตั้งแต่เช้า ขี้เกียจไม่อยากทำอะไรเลย ตัดสินใจเสียบหูฟังด้วยเพลงฝรั่ง จึงจะมีแรงใจลุกขึ้นมา ใจก็คิดได้ว่าพี่จุ๋มไม่ได้ห้ามเราฟังเพลงหรือดูทีวี เพียงแต่ให้ฟังอย่างมีสติ ไม่ใช่หลงใหลไปกับอารมณ์ในเสียงเพลงจนลืมใจ ไม่ใช่ว่าคนที่มาทางนี้ห้ามฟังเพลงดูหนัง หากใจยังวางไม่ได้ก็อย่าไปทำในสิ่งที่มันฝืนตัวเอง ถึงวันหนึ่งใจมันจะวางไปเอง บางครั้งฟังธรรมะมากไปก็ง่วงนอนมากจนเอาไม่อยู่ หยุดฟังจึงหาย พี่จุ๋มบอกว่าก็เหมือนน้ำที่ล้นแก้วใส่อะไรลงไปมันก็ไม่เอาแล้ว เมื่อใจมีปัญหาร่างกายก็มีปัญหาตาม ใจของเรานี้ เขาช่างเอาแต่ใจจริงๆ.......UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:56
12/09/54  รอบดึก
        ผลจากการอ่านหนังสือปฏิปทาฯ ของหลวงตาวันนี้ ท่านเล่าว่าการแสดงธรรมของพระอาจารย์มั่น เหมือนท่านยกธรรมออกจากใจของท่านเข้ามาสู่ใจของลูกศิษย์ ธรรมนั้นเป็นธรรมอันเดียวกันที่อยู่ในใจของท่าน อีกประโยคหนึ่งที่น่าฟังมาก เป็นข้อความที่มาจากการแสดงธรรมตอนหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ซึ่งอยู่ในช่วงที่ท่านพูดถึงข้อวัตร 13 ของพระธุดงค์ข้อแรกคือรุกขมูล “จะพากันหลงมงายไปหาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนกัน ความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเราเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่พึงปรารถนาอย่างยิ่งเหนือสิ่งใดๆ จงพากันค้นหาให้เจอและค้นลงที่ใจนี้”
        วันนี้ท่านเน้นไปในเรื่องการทรมานใจตนด้วยการผ่อนอาหารและอดอาหาร ท่านว่าทำแล้วจิตในสงบ ไม่ง่วงหงาวนอน บำเพ็ญภาวนาดีนักแล ทำไมเราไม่เป็นเช่นนั้น หิวทีไรพร้อมที่จะโมโหได้ทุกเรื่อง ท่านบอกให้ผ่อนลงก่อนอย่าเพิ่งงด ทำได้สัก 3-4 วันแล้วอดจะเริ่มเข้าที่ จะเดินนั่งยืนได้หลายชม.
        ท่านอธิบายข้อวัตรที่ให้ไปนอนใต้ต้นไม้ในป่าเปลี่ยวที่มีสัตว์ชุกชุม มันต่างจากที่พักที่มีที่กำบังเพราะใจที่คอยหวาดระแวงภัยอยู่ตลอดทำให้สติกับจิตไม่ทิ้งห่างกันเลย ยกเว้นเวลาหลับ ความสงบและหนักแน่นจะเกิดขึ้นกับใจ
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:56
16/09/54
        ความยินดีอยู่กับเราไม่นาน ความไม่ยินดีก็อยู่กับเราไม่นาน เพียงวางโทรศัพท์ไปจากพี่จุ๋มไม่ถึง 2 ชม.ไปวุ่นวายกับกิจกรรมต่างๆ ความเงียบที่เกิดขึ้นในใจมันก็หายไป ทุกสิ่งอยู่กับเราไม่นานจริงๆ เริ่มต้นเรื่องตั้งแต่เมื่อเช้า ตื่นขึ้นมาด้วยความฝัน บางสิ่งบางอย่างที่ค้างคาใจมานานกลับเผยคำตอบออกมาในความฝัน แปลกแทนที่ใจจะไหวหวั่นแต่กลับเงียบเหมือนสิ่งใดสิ่งหนึ่งดับ ไม่เกิดความสงสัย ไม่มีคำถาม ไม่คร่ำครวญ นิ่งเงียบยอมรับในสิ่งนั้น อดที่จะถามพี่จุ๋มไม่ได้ พี่จุ๋มบอกว่าเมื่อใจเรายอมรับในสิ่งใดแล้ว ใจมันจะไม่มีข้อโต้แย้ง หากเรายังมีคำว่า ทำไม นั่นแสดงว่ายังมีสิ่งติดค้างในใจ
        อีกเรื่องที่ค้างไว้เกี่ยวกับการจับลมหายใจ ตรงข้ามกับสิ่งที่คิด พี่จุ๋มให้จับลมเป็นหลัก แล้วจะเข้าไปรู้การเคลื่อนไหวของกายและใจเอง ไม่ต้องคอยจับจ้องมัน ประโยคเด็ดที่พี่จุ๋มฝากไว้มาจาก ท่านอ.ประเสริฐ “รู้ลม ละไว ไม่คร่ำครวญ” บ่อยที่รู้สิ่งใดเผลอคุยกับมันจนไฟไหม้บ้านเกือบทุกครั้ง
        เวลาเกิดความสงบในใจ โดยเฉพาะวันนี้ เป็นเวลาที่เหมาะคุยกับพี่จุ๋มที่สุด เหมือนประตูใจเปิดกว้างเต็มที่ สิ่งที่พี่จุ๋มพูดเข้าสู่ใจอย่างง่ายดาย ง่ายกว่าทุกๆวัน แต่พี่จุ๋มกลับบอกว่า ถ้าใจวุ่นวายมีปัญหา หากโทรมาก็ทำให้เราไม่จมถล้ำลึก ดีไปคนละแบบ แบบหนึ่งผลักไปข้างหน้า อีกแบบก็ฉุดขึ้นมา สรุปว่าดีหมด
        พี่จุ๋มเคยตำหนิว่าเมื่อเกิดเรื่องไม่เคยที่จะพิจารณาสอนตนเองเลย คอยแต่จะถาม การหยิบปากกาขึ้นเขียนเหมือนการตอกย้ำเรื่องราวต่างๆที่คุยลงไปในใจ ไม่เหมือนการฟังแผ่น นานๆจึงจะเข้าหูสักเรื่อง สักวันปัญญาเล็กๆที่พอจะสอนตัวเองได้ อาจจะเกิดขึ้นกับคนเล็กๆด้วยวิธีนี้ก็ได้.....UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:57
16/09/54  ภาคค่ำ
        ขณะที่พ่อนั่งกินข้าว ที่หูเสียบหูฟังเพลง ที่มือถือนกหวีดและเครื่องเล่นเพลง ปากเคี้ยวข้าว พร้อมกันนั้นมีเสียง อือ อือ ออกมาตลอดเป็นจังหวะ สม่ำเสมอไม่ขาดช่วง มองไปอีกมุมหนึ่งคำว่า อือ อือ ของเขาก็เหมือนคำว่าพุทธโธ เขาเก่งนะไม่ทิ้งคำบริกรรมเลย เขาภาวนาขณะที่ฟังเพลงได้ กินไปก็ภาวนาได้ หากเราบริกรรมได้อย่างนี้ท่าจะดี มื้อเย็นลองเคี้ยวข้าว ท่องพุทธโธไปด้วย ทำได้จริงๆ  ลิ้นรู้รส รู้ฟันที่โดนกัน รู้แก้มซ้ายขวา ไม่เคยนึกถึงเวลากินข้าว ทำแต่เวลาอื่น พอข้าวเข้าปากพุทธโธก็หาย แต่ดื่มน้ำยังไม่ได้ ลืม
        วันนี้ฝนตกพ่อต้องออกกำลังกายในบ้าน ให้เขานั่งจับไม้เท้าไว้ให้มั่น กะให้เขาชินกับการจับไม้เท้า พลันนึกได้อีก หากเราหัดจับพุทโธไว้บ่อยๆ เราก็จะได้ชินกับพุทธโธ  พุทธโธจะได้ไม่หาย ทุกอย่างขึ้นกับเราให้ค่าจริงๆ จากสิ่งที่เคยชังเมื่อเปลี่ยนมุมมองก็ให้ค่ากับเราได้
        ย้อนอ่านบันทึกตัวเอง ช่างอ่อนหัดจริงๆ ปวกเปียกเหมือนดินที่ยังขึ้นรูปไม่ได้ สมกับที่พี่จุ๋มว่าต้องพูดมาก ขนาดเข็นกันอย่างหนักก็ยังป้อแป้เอาตัวเองไม่ค่อยจะรอด คำกล่าวชมจากคนอื่นเหมือนทำให้ข้างนอกดูแข็ง แต่ข้างในอ่อน
        เรานี่ช่างโง่จริงๆ  จริงๆแล้วพุทธโธเขาไปพร้อมกับลมหายใจเข้าออกได้ ไม่ต้องทิ้งสิ่งไหนสิ่งใด มองไปทั้งพุทธโธ ลมหายใจเข้าออก รู้การเคลื่อนไหว รู้ใจที่คิด เขาได้ด้วยกันได้........UMP
พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ
พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ
พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ
พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ
พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ
(ลองหัดจับพุทโธ เขาสะกดด้วย ท ตัวเดียวไม่มี ธ  และต้องมีจุดดำใต้ ท)
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:57
ข้อความบางส่วนที่พี่จุ๋มส่งมาให้
2 มิ.ย. 2552 08:18:14
        การเจริญสติรู้กายใจอยู่เนืองๆ เป็นเหตุให้อินทรีย์ทั้ง 5 แก่กล้า เมื่ออินทรีย์แก่กล้าจึงเป็นผลให้พละทั้ง 5 เต็ม เมื่อพละเต็มจึงเป็นเหตุให้ปัญญาคม ผลคือกิเลสถูกประหารจนขาดสะบั้นลงทันทีตามขั้นของมรรคผลนั้นๆ

27 พ.ค. 2552  18:07:18
        ทางอายตนะทั้ง 6 จึงเป็นสิ่งที่ทุกท่านพึงสังวรณ์ระวังเตือนตนไว้เสมอ เมื่อมีสติเตือนตนได้ จึงเป็นเหตุให้จิตตื่นขึ้นมารู้ความจริงได้นั่นเอง

7 ก.ย. 2552 10:57:51
        หลวงปู่มั่นกล่าวว่า “สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ผู้เร่งรัดทางสติมาก สมาธิก็ปรากฏได้เร็ว คิดอ่านทางปัญญาก็ไปได้เร็วไม่ผิดกัน”

3 เม.ย. 2553 17:55:15
        เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องของกาย ไม่ใช่เรื่องของจิต ดูแลตาหูจมูกลิ้นกายใจให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าให้อยู่กับอดีตอนาคต จึงเป็นกุศลอยู่ตลอดเวลา

4 เม.ย. 2553 14:34:57
        กายใจวิ่งหาสิ่งมาบำบัดทุกข์เพื่อกลบทุกข์ก็เพราะใจมีความอยากและใจเป็นผู้สั่งหามา แต่ใจหารู้ไม่ว่าสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์

7 ต.ค. 2553 12:25:59
        กฎหมายต้องลงมือทำจึงจะมีผลถูกผิด แต่กฎแห่งกรรมเพียงแค่คิดเท่านั้นก็เป็นผลแล้ว/หลวงพ่อจรัล
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:58
20/09/54
        วันนี้โดนพี่จุ๋มเอ็ด สรุปพี่จุ๋มบอกว่าสิ่งใดที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว ก็ให้ทำต่อไป อย่าไปขวนขวายตะเกียกตะกายลองโน่นลองนี่ พอของใหม่มาก็วิ่งไปกับวิธีใหม่ ให้ดูสิ่งใดเหมาะสมกับเรา พอมาเปิดหนังสือหลวงท่านบอกว่าให้ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ให้สมควรแก่ตนเอง เหมือนเสื้อผ้าอย่าให้ฟิตจนดูตาแทบแตก......UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:58
21/09/54
        เล่าให้พี่จุ๋มฟังตอนนี้ปล่อยให้พ่อทำเสียงดัง น้ำลายจะได้ไม่เต็มปาก พอนึกถึงเหตุผลข้อนี้ใจหงุดหงิดต่อเสียงเขาน้อยลง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้  พี่จุ๋มเล่าถึงเรื่องคนที่เคยเป็นคู่ในอดีตชาติ เรื่องราวที่เข้าไปเห็นทำให้ถึงกับนอนน้ำตาไหล วันหนึ่งขณะขับรถหมาวิ่งตัดหน้ารถ พี่จุ๋มคิดได้หากเขาเกิดเป็นหมาตัวนั้น จะไม่มีผลต่อใจเราเลย จากวันนั้นพี่จุ๋มไม่เคยทุกข์กับเรื่องนี้อีก พี่จุ๋มถามว่ามองออกไหมทำไมถึงหายทุกข์ได้ วางโทรศัพท์ทำงานบ้านต่อ พลันคำตอบก็ออกมา ทวนเรื่องพี่จุ๋มไปช้าๆ หากชายคนนั้นเกิดเป็นหมาเราไม่ทุกข์ อยู่ในร่างคนเราทุกข์ หมากับคนต่างกัน เราให้ค่าของคนมากกว่าหมา เมื่อเขาเกิดเป็นคนเราจึงทุกข์กว่า จริงๆแล้วเราทุกข์เพราะเราให้ค่า ให้ค่ามากก็ทุกข์มาก ให้ค่าน้อยก็ทุกข์น้อย.......UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:59
22/09/54
        วันนี้หยุดหายใจไป 2 ชม. วุ่นวายกับทีวีใหม่ รู้ตัวอีกทีนี่เรายังไม่ตายหรือ หยุดหายใจไปตั้ง 2 ชม. ไม่ใช่ตายทางกายแต่ตายทางปัญญา ถึงว่าแต่ก่อนมันทึบนัก เพราะหยุดหายใจไปหลายปีนี่เอง.....UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:59
23/09/54
        “จิตของเราสั่งได้”
        พระอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง บอกว่าเวลานอนให้บอกจิตมันได้ว่าจะตื่นกี่โมง เดี๋ยวเขาจะตื่นเอง เมื่อคุยกับพี่จุ๋ม พี่จุ๋มบอกว่าทำได้  ให้ลองทำดู เขาจะตื่นก่อนเวลาเล็กน้อย ในคืนแรกบอกเขาก่อนนอนว่า “พี่ขอโทษด้วยนะที่ผ่านมาพี่ไม่เคยดูแลน้องเลย ต่อไปนี้พี่จะดูแลน้องอย่างดีที่สุด พรุ่งนี้พี่จะตื่นตี 4 น้องปลุกพี่ด้วยนะ” รุ่งขึ้นตื่นก่อนนาฬิกาปลุกครึ่งชม. วันต่อมาเพียงแค่ตั้งใจก่อนนอน เขาก็ตื่นเหมือนเดิม แปลกนะหากคืนไหนไม่ได้ตั้งใจไว้ ต่อให้ตั้งนาฬิกา ยังขอนอนต่อ ไม่มีแรงที่จะลุกขึ้น ทุกอย่างขึ้นกับความตั้งใจของเราจริงๆ.......UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 00:59
24/09/54
        ขณะเอามือเกลี่ยข้าวสารในถาด นึกถึงคำพูดของพี่จุ๋ม พี่จุ๋มบอกว่าเวลาอ่านหนังสือหรือฟังธรรมให้รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกไปด้วย จะทำให้การอ่านหรือการฟังนั้นได้ผลดียิ่งขึ้น คือจำได้โดยอัตโนมัติและเข้าใจง่าย อันนี้เป็นเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆของพี่จุ๋ม ทุกครั้งที่คุยโทรศัพท์พี่จุ๋มบอกว่าแทบทุกคนลืมหายใจ ยิ่งเวลาพูดต้องรู้ลมที่ออกจากปากด้วย ใช่เวลาพูดหยุดหายใจทุกที ดีนะที่ยังไม่ตาย.....UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:00
24/09/54 ภาคดึก
        ด้วยความที่กลัวสภาพภายในของตัวเองแก้ไม่หาย พี่จุ๋มให้อุบายว่าให้ท่องกาย 32 อย่างให้ขึ้นใจ จะทำให้เราเห็นมันง่ายขึ้นและหายกลัว พยายามอยู่พักใหญ่ท่องแล้วจำไม่ได้กลับเครียด เลยลองวิธีใหม่เหมือนการจับพุทโธให้มั่น ด้วยการเขียนแต่ละคำให้ขึ้นใจ เพราะรู้สึกว่าหากเขียนไปด้วยจะทำให้จำง่ายขึ้น พี่จุ๋มขยายต่อเมื่อท่องขึ้นใจหากนั่งสมาธิมีความสงบมากพอ ค่อยๆไล่ไปทีละอย่างนึกภาพตาม วันใดวันหนึ่งจะปรากฏภาพขึ้นมาเอง ในอินเตอร์เนตสอนให้แบ่งท่องเป็นช่วงๆ ท่องไปหน้าท่องย้อนหลัง หากทำได้ 5 เดือนจะเห็นผล
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:00
29/09/54
                วันนี้คุยกันหลายสาย สิ่งที่คุณเล็กพูดใช้ได้ทีเดียว คุณเล็กท่องพุทโธสลับกับจับลมเป็นระยะเพื่อไม่ให้ไหลไปกับพุทโธ หยุดพุทโธมาจับที่ลมหายใจ ถ้าจับพุทโธไปตลอดจะกลายเป็นความเคยชิน ไม่มีผลอะไร
                เล่าให้พี่จุ๋มฟังบ้านตรงข้ามเปิดเพลงเสียงดัง ใจคิดอยากย้ายบ้านหนี แต่หากเป็นกรรมที่ทำไว้ หนีไปอยู่ที่ไหนก็จะเจอเช่นนี้ คิดได้ดังนี้ใจก็เงียบลง พี่จุ๋มบอกว่าเหตุผลนี้จะทำให้ใจเราเงียบได้ชั่วคราวเท่านั้น นานไปก็ต้องหาเหตุผลใหม่  ให้ตามดูเสียงที่มากระทบหู  
หูเพียงแค่ได้ยิน ใจของเราต่างหากที่มันมีปัญหา คิดได้ตอนค่ำ เสียงก็ไม่ผิด หูของเราก็ไม่ผิด แม้คนเปิดเองก็ไม่ผิด ใจนี่แหละไปมีอคติกับคนเปิด หากคนเปิดเป็นคนอื่นไม่ใช่เขา ใจคงไม่มีปัญหาจนแทบอยากย้ายบ้านหนี  
                ปิดท้ายรายการด้วยเรื่องของหนอนนับร้อยบนต้นพลับพลึงหน้าบ้าน มันกินบ้านของมันจนหมด พอกินบ้านหมดมันก็พากันไปหาบ้านใหม่ เหมือนเราเลย กินจนบ้านหมดแล้วไปหาบ้านใหม่ พี่จุ๋มบอกว่านี่เป็นการโยนิโสมนสิการ น้อมเรื่องข้างนอกเข้ามาหาตัวเรา มีปัญญาเพียงแค่นี้จึงไม่มีการขยายอะไรต่อ พี่จุ๋มเคยบอกแม้จะเป็นเพียงปัญญาเล็กๆ แต่นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะพาเราข้ามพ้นห้วงแห่งทุกข์ เช่นเดียวกับการเห็นโครงกระดูกของคนอื่นก็น้อมเข้ามาสู่ตน เราก็เป็นเช่นนั้นแล เราไม่ต่างจากเขา นี่เป็นการจุดประกายที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
                เช้าวันหนึ่งไปปล่อยปลาในบึงน้ำหน้าสวน ปล่อยไปนับพันแต่ปลาไม่เคยที่จะเต็มบึง คงเหมือนกับการเติมบารมี เกิดมานับชาติไม่ถ้วนแต่ไม่เคยเต็ม เพราะเติมบ้างไม่เติมบ้าง หากหมั่นเติมทุกวันทุกชาติไม่เว้น วันใดวันหนึ่งบารมีนั้นก็เต็มได้ คิดได้ดังนี้ไม่ท้อที่จะทำความดีและหมั่นภาวนา......UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:01
30/09/54
                ถามพี่จุ๋มต่อเรื่องบ้านตรงข้ามเปิดเพลงดัง เมื่อเข้าไปดูแล้วใจของเราที่มีอคติต่อเขาต่างหากที่เป็นตัวก่อเรื่อง พี่จุ๋มบอกว่าอคติมันเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งไม่อยู่ตรงกลาง พี่จุ๋มพูดหลายอย่างจำไม่ค่อยได้ ท้ายสุดพี่จุ๋มพูดถึงอุปทาน ตัวยึด ยึดว่าเป็นคนที่เรารักหรือคนที่เราไม่ชอบ อุปทานนี่ล่ะตัวใหญ่ที่ทำให้เราเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อเห็นแจ้งความจริงแก่ใจแล้ว ใจจะวางไปเอง ต้องแจ้งแก่ใจจริงๆไม่ใช่แจ้งจากการฟัง
                วันนี้คุณรำไพเข้าสายด้วย ทำให้ได้ฟังเรื่องดีๆเหมือนแอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน ได้ยินเรื่องที่ไม่เคยได้ยิน ถามคุณรำไพว่าอะไรทำให้คุณรำไพเปลี่ยนไป คุณรำไพตอบเพราะใจที่ถูกบีบคั้น เมื่อทุกข์บีบคั้นใจจนถึงที่สุดแค่สมถะก็ช่วยไม่ได้นี่คือข้อพิสูจน์เรื่องนี้ พี่จุ๋มบอกว่าเมื่อกิเลสเก่งขึ้น วิธีเดิมๆก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราต้องเลื่อนชั้นตัวเองต้องกลับเข้ามาดูเรื่องจิตเรื่องเวทนา หากทำแบบเดิมๆก็เหมือนพายเรือในอ่าง วนไปเวียนมาไม่เคยจบ ถึงว่าพักหลังพี่จุ๋มพูดเรื่องนี้บ่อยหลายครั้งปล่อยให้คิดพิจารณาแก้ปัญหาเองบ้าง
                ไม่น่าเชื่อเรื่องที่คุยกัน 3 ชม. กลับช่วยชำระชะล้างสิ่งที่ค้างคาใจออกไปหมด ใจโล่งโปร่งเย็นแม้จะไม่ใช่เรื่องของเราก็ตาม ฝนที่หยุดตกข้างนอกในใจหยุดตกยิ่งกว่า อากาศที่เย็นสบายข้างนอกในใจเย็นยิ่งกว่า ใจที่มีต่อพ่ออ่อนโยนลง ทิฐิมานะลดลงชั่วคราว
                พี่จุ๋มบอกว่าเราจำเป็นต้องตรวจสอบบารมีของตน และพยายามเติมให้เต็ม
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:01
บารมี 10 ประการ
1.        ทานบารมี
2.        ศีลบารมี
3.        เนกขัมมะบารมี
4.        ปัญญาบารมี
5.        วิริยะบารมี
6.        ขันติบารมี
7.        สัจจะบารมี
8.        อธิษฐานบารมี
9.        เมตตาบารมี
        10. อุเบกขาบารมี
       
                คุณรำไพถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าบารมีเต็มหรือยัง คงไม่มีใครตอบได้ เมื่อถึงเวลานั้นผลของบารมีที่เต็มจะแสดงขึ้นเอง หมั่นเติมบารมีทุกวัน สักวันผลของเขาจะเกิดขึ้นเอง......UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:02
03/10/11
                จำชื่อเรียกกายส่วนต่างๆได้ 13 อย่างแล้ว เมื่อตั้งใจจริงย่อมหาหนทางของตนเองพบ ท่องไปทีละนิด เขียนไปด้วย เวลาตั้งใจเขียนจิตสงบ สละเวลาวันละครึ่งชม. วางทุกสิ่งทำในสิ่งนี้ การเขียนทำให้มีสมาธิ ไม่รู้ลม ไม่รู้มือที่เกร็ง รู้แต่พุงกระเพื่อมกับสัมผัสหัวของปลายปากกา แปลกนะปลายปากกาไม่ใช่ส่วนกายของเรา ทำไมจิตเราจึงไปรับรู้สัมผัสส่วนนั้นได้ ลองสังเกตเมื่อจิตวิ่งกลับมาหายใจ ความรู้สึกที่ปลายปากกาหายไป พอวางจากลมก็วิ่งมาที่ปลายปากกาอีกหรือพอคิดก็หายไป คิดเสร็จก็กลับมา สนุกดีไม่เครียด เหมือนฝึกสมาธิทั้งที่ลืมตา (เขียนตั้งแต่เกสา- กิโลมะกัง ไปหลายจบพร้อมวาดภาพประกอบ) เขียนจบรู้สึกลมหายใจสม่ำเสมอ หายใจเต็มปอด ใจยิ้ม ปอดกว้างเหมือนร่างกายหลับพักผ่อน
        ขอบคุณความตั้งใจ ในความยากทำให้เจออีกสิ่งหนึ่งที่ไม่คิดว่าจะเจอในเรื่องนี้ นอกจากเขียนวาดรูปไปด้วย พวกเครื่องในนึกมาจากเครื่องในไก่บางอย่างก็จากหมู.....UMP
                                         “ปลวกกินประตู”
                วันนี้ขอเขียนเรื่องน่าเศร้า บ้านที่พักอยู่มีปลวกเยอะมาก เสียตู้ผ้าให้มันไปแล้ว หลายวันก่อนรังปลวกเริ่มก่อตัวที่มุมประตูห้อง ก้มลงเกลี่ยดินออกเห็นไม่กี่ตัว แต่ได้ยินเสียงก็อบแก็บในประตู ราวกับปลวกนับพันอยู่ที่นั่น มันกินประตูทุกวันโดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้ยิน ยังเห็นว่าบานประตูยังดีอยู่ นึกไปร่างกายของเราก็ไม่ต่างจากประตูบานนั้น ดูภายนอกยังครบถ้วนแข็งแรง แต่ภายในสิถูกกัดกินไปทุกวัน มันน่าเศร้าก็ตรงนี้แหละ เราเสื่อมลงไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครห้ามมันได้ มันตั้งหน้าตั้งตากินกายเราโดยไม่สนใจอะไร ใครบอกใครพูดมันก็ไม่ฟัง เพราะกายเราคืออาหารของมัน พี่จุ๋มบอกว่าสิ่งที่กินตัวเรานั้นคือตัวอนิจจัง............UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:02
05/10/11       
                                              “มดบอกว่าไม่เกี่ยวกับมัน”
                ขณะเช็ดพื้นหน้าบ้าน มดคันไฟตัวใหญ่เดินอยู่บนพื้นบ้าน มีเสียงแมวไล่กัดกัน ใจออกไปรับเสียงแมว รู้ว่าแมวกัดกันแต่มดยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดิน มันบอกว่าไม่เกี่ยวกับมันเรื่องของมันคือหาอาหาร เทียบระหว่างเรากับมด มดไม่สนใจว่าแมวกัดกันต่างกับเรา มดบอกว่าไม่ใช่เรื่องของมัน แต่เราเอามาเป็นเรื่องของเรา เห็นแล้วน่าทำตัวเหมือนมดที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เสียงพ่อ เสียงคนคุยกัน เสียงเพลง ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราอยู่ที่ว่าเรากำลังทำอะไรต่างหาก ขอบคุณมด..........UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:03
“รถสิบล้อที่ถูกแซง”
                ทุกครั้งที่ขับรถ ถนนสายระนอง-ตะกั่วป่า แคบและโค้งมาก รถสิบล้อมากแซงยาก เมื่อมีโอกาสจะพยายามแซงและรักษาความเร็วไว้เพื่อไม่ให้เขาแซงคืน นึกถึงเหตุการณ์หลายอย่างรวมทั้งนิสัยไม่ดีในตัว เปรียบมันเหมือนรถสิบล้อ ในยามที่เอาอยู่ทุกอย่างก็สงบเรียบร้อย แต่เมื่อใดประมาท มันก็แซงไปอยู่หน้าเรา กว่าจะเอามันลงได้อีกต้องพยายามแทบขาดใจ ตราบใดยังไม่ถึงที่หมายต้องพยายามแซงหน้ามันให้ได้ อย่าให้มันนำหน้าเรา............UMP
ตอบกลับ UMP 2012-2-21 01:03
11/10/11

                หยิบปากกาขึ้นเขียนก่อนที่ความต่อเนื่องจะหายไป ความพยายามทั้งหมดที่ทำมาเห็นผลในวันที่พ่อป่วย  2 เดือนที่แล้วห่วงเสียจนพี่จุ๋มดุ  สิ่งที่สะสมเล็กๆน้อยๆในแต่ละวันส่งผลอย่างมากในวันนี้  ใจไม่ทุกข์ ดิ้นรน ตะเกียกตะกาย คิดโน่นคิดนี่เหมือนเก่า ทุกอย่างยังคงทำเหมือนเดิมแค่เพียงเขาย้ายที่นอน หรือเพราะรู้แล้วว่าเขาไม่เป็นอะไรจึงไม่กังวล
                ห่างจากเดินจงกรมไปหลายวัน แรกเริ่มเดินสะเปะสะปะ คลำโน่นคลำนี่ คิดโน่นคิดนี่ จนเข้ารูปเข้ารอย เริ่มแรกเดิน หนักมาที่จับลม พุทโธเบา เท้าเบา พอคิดได้จึงไปตั้งหลักที่เท้า ให้เท้านำเป็นผู้กำหนดจังหวะของลมเข้า ลมออกและพุทโธ เหมือนดนตรีที่บรรเลงไป เมื่อตัวโน้ตเข้ากันได้ทุกตัว ความไพเราะหรือความเพลินจึงเกิดขึ้น
                เท้าก้าวไปลมหายใจถูกลากเข้า เท้าอีกข้างก้าวลมหายใจออก ลมหายใจเข้าลากคำว่าพุทเข้าไป ลมหายใจออกพร้อมด้วยโธ ลมเข้าถูกลากยาวลงไปถึงท้อง เกิดความสุขเล็กๆในกาย รู้สัมผัสที่ฝ่าเท้า ลมหายใจ คำว่าพุทโธ เป็นจังหวะเข้ากันได้ดี ไม่มีช่องว่างให้เกิดความคิด ทุกอย่างดูเหมือนรู้ได้พร้อมกัน แต่หากยึดที่ฝ่าเท้าเป็นหลัก ให้เท้าเป็นผู้นำ ความรู้สึกในฝ่าเท้าที่สัมผัสจะเข้มข้นกว่ารู้สึกที่ลมและพุทโธ
                        เกิดคำนี้ขึ้น เดินจนไม่อยากจะหยุดเดิน เมื่อก่อนเดินไปใจอยากแต่จะเหลือบดูนาฬิกา วันใดที่วางกรอบของเวลาลงได้วันนั้นจะเดินให้สะใจไปเลย......UMP

facelist

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

โครงการเสื้อแดนนิพพาน๒๕๕๕

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2012-5-20 08:20 , Processed in 0.776947 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.