แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 5255|ตอบ: 4
go

บทความ คลื่นกระแสจิต พลังงานแห่งจิต

Rank: 8Rank: 8

NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-4-7 02:14 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
บทความ คลื่นกระแสจิต พลังงานแห่งจิต , E. W4 [8 \# T* n0 w- @- I4 z
0 Y; c6 X7 N% Y* j2 P5 G8 c  X& B
โดย NOOKFUFU2+ W' B6 f0 h! T0 q8 }2 W
% o" f9 `! |7 V5 a4 A. q
. e+ p4 y* q" `( [2 g& ~/ q
บทความนี้ขอเกริ่นก่อนว่าไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่สำหรับนักปฏิบัติกรรมฐานทั่วไป เพราะมันเป็นของที่เอาไว้เล่นกัน แต่ที่พิมพ์ขึ้นมา เพราะคิดว่าอาจจะมีประโยชน์บ้างในเรื่องของความรู้เพิ่มเติม สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก 8 T( }7 A$ [& M0 a7 P) V3 U
. \, Z' u# ~& C/ V! S
smati_01.gif
" Q# [; z, c) w* U" O) \

; T! R! }: j! X" F# D, K

# e! q* K# L- Y4 J# a! s$ `+ kคลื่นกระแสจิต คืออะไร?
  ^. [% |/ V( T! B  K: j5 Eมนุษย์ทุกคนย่อมมีพลังงานแห่งจิตอยู่ในตัว เพียงแต่จะช่ำชองมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการชั่วโมงฝึกฝนและการสั่งสมประสบการณ์ คลื่นพลังงานที่กล่าวถึงนี้ เป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ส่งต่อหากันได้ คล้ายคลื่นไฟฟ้าในอากาศ ผู้ส่งไม่จำเป็นต้องนั่งใกล้ผู้รับ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือรับส่งหรือตัวกลาง และไม่จำเป็นต้องเห็นหน้า ขอเพียงผู้รับๆเป็นและผู้ส่งๆเป็น
8 T* l) M9 D9 t! p) W& z' s* f7 S0 h) L: E

# D! b9 P; x3 V smati_02.gif
% K; ~4 V3 A# ^8 C: b

+ a5 J- x9 r! I+ g0 ]2 k
* g) K, Y# t; `  a: y' @% v1 I
ทำไมต้องเรียกว่าเป็นคลื่น?3 Y  h/ ~  v, s' r& U& n
เพราะกระแสจิตที่กล่าวมานี้มีลักษณะการเดินทาง คล้ายการแผ่กระจายตัวของระลอกคลื่นน้ำ หรือคลื่นเสียง และคลื่นแสง# |! x$ E" Q* z% v% d" [. u
* |9 f) n/ A: I/ V
(ขอแทรกอธิบายวิชาการนิดนึง คลื่นแสงมีอนุภาค phyton มีความเร็ว 300,000 กม.ต่อวินาที นักวิทยาศาสตร์เคยชื่อกันว่า แสงมีความเร็วสูงสุดในโลก ใช้เวลาเดินทางจากดวงอาทิตย์มาสู่โลกเพียงในเวลา 8 นาทีโดยประมาณ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แขนงควอนตัม(พลังงานและอณูสลาร) ยอมรับว่าคลื่นสมองขณะทรงสมาธิจะมีความเร็วเหนือกว่าคลื่นแสง เพราะคลื่นสมองขณะทรงสมาธิในขณะที่จิตไม่มีนิวรณ์ จะมีอนุภาพพลังงานแผ่กระจายออกมาเป็นกลาง จึงไม่มีประจุไฟฟ้า สามารถวิ่งผ่านสนามแม่เหล็กหรือพลังงานทั้ง 4 แรงใหญ่ได้โดยไม่การถูกบั่นทอนหรือถูกรบกวน)
/ k* y+ n; L8 F1 P$ c
3 i" j& Y0 V( c; k1 {$ `" q' E

: [/ R( L( _; T4 u* s& [
9 \- D1 G8 B! M* E/ k

+ C/ @2 w% |( s% b3 u* b2 Z! Gคลื่นชนิดต่าง ๆ เช่น คลื่นแสง คลื่นเสียง จะมีสมบัติสำคัญ 2 ประการ คือ ความยาวคลื่นและความถี่
, D7 o. C+ U1 a$ P4 e& [1 Q+ h8 I
ความแตกต่างระหว่างผู้ส่งและผู้รับกระแสจิต
1 ]+ W5 n( E9 W* s' yการส่งกระแสจิตก็คล้ายๆกับการส่งความคิดถึงไปหากัน ซึ่งเป็นการส่งกระแสจิตในระดับเบาบาง แต่ในทีนี้การจะทำให้กระแสจิตที่ส่งไปนั้นมีพลังเหนือกว่า จำเป็นต้องใช้กำลังของสมาธิหรือแรงมุ่งหวังเป็นตัวขับเคลื่อน ยิ่งผู้ส่งอยู่ในระดับสมาธิฌานขั้นสูง คลื่นพลังงานรอบตัวก็แผ่กระจายก็ยิ่งมีความหนาแน่นสูง และความแรงในการส่งกระแสจิตออกไปก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย แต่อย่างว่า ถ้าใจของผู้รับเต็มไปด้วยนิวรณ์ จิตเต็มไปด้วยความหยาบที่ไม่ได้รับการฝึกมา ต่อให้ผู้ส่งมีกำลังส่งมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถส่งกระแสจิตทะลวงผ่านเข้าไปถึงจิตใจที่เต็มไปด้วยนิวรณ์ที่ปิดกั้นได้7 t+ P# Q9 `4 X8 C0 T: E/ [
' i2 V2 ~$ k$ O- h4 g, Z, }
และเพราะเหตุนี้ผู้ที่จะสามารถส่งคลื่นกระแสจิตไปหาบุคคลที่ต้องการ และรับคลื่นกระแสจิตจากบุคคลที่ต้องการได้นั้น จำเป็นต้องมีสมาธิอยู่ในระดับอุปจารสมาธิเป็นขั้นต่ำ
; Y$ ~- c5 t* h- a, g4 H$ ^' c
3 T$ z3 C7 t, wการส่งกระแสจิตไปย่อมง่ายกว่าการรับกระแสจิตของฝ่ายตรงข้ามมา เพราะเวลาส่งกระแสจิต ผู้ส่งต้องอยู่ในสมาธิระดับอุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำ ไม่จำเป็นว่าผู้ส่งจะต้องทรงอุปจารสมาธิไว้ตลอดเวลาทั้งวัน ขอเพียงตอนส่งอยู่ระดับอุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำก็เพียงพอ อยากจะส่งตอนไหน ตอนนั้นก็เข้าอุปจารสมาธิ
6 L& V* G- Q& z
7 O* `( _" [, ^3 d2 \& @แต่ในฝ่ายผู้รับกระแสจิตนั้นจะต่างออกไป การจะรับกระแสจิตของฝ่ายตรงข้ามได้ ผู้รับจำเป็นต้องทรงอยู่ในอุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำตลอดเวลา จึงจะสามารถรับกระแสจิตของฝ่ายตรงข้ามได้ทันทีและฉับพลัน เมื่อมีกระแสจิตผู้ใดส่งหรือผ่านมากระทบใจ
( t( a  `9 l% y( o2 N. x
$ Q" y/ a4 f( fแต่อีกกรณีหนึ่ง ผู้ที่จะรับกระแสจิตได้ ไม่จำเป็นต้องทรงอุปจารสมาธิตลอดเวลาทั้งวันก็ได้ ถ้าผู้ส่งกับผู้รับมีการนัดแนะกันล่วงหน้า เช่น ฉันจะส่งล่ะนะ เธอเตรียมตัวรับด้วย เป็นต้น แต่ในการใช้งานจริง จะไม่มีการนัดแนะล่วงหน้ากันแบบนั้น ผู้รับควรมีความพร้อมและสามารถทรงสมาธิได้ตลอดเวลา
4 ]# b! }7 g" _7 P# l! P. f; M
; B! o' y2 i+ W7 `4 @ส่วนกรณีสุดท้าย ผู้ที่จะรับกระแสจิตได้ ไม่จำเป็นต้องทรงอุปจารสมาธิตลอดเวลาทั้งวันก็ได้ ขอเพียงช่วงขณะใดขณะหนึ่งที่จิตเข้าสู่สมาธิระดับอุปจารสมาธิขึ้นไป ก็สามารถรับกระแสจิตย้อนหลังได้เช่นกัน (แต่มันก็เป็นเพียงการรับได้ย้อนหลัง ยังไงการรับได้ฉับพลันทันทีย่อมดีกว่า)- ]8 ^8 }; I( q, m' d

  M8 _- c8 m' e. i1 M8 t" ^2 O(ในกรณีหลังนี้ ครั้งหนึ่งเพื่อนนักกรรมฐานท่านหนึ่ง ได้เคยส่งกระแสจิตมาให้ฉันตอนบ่าย แต่เพราะช่วงกลางวัน ฉันไปเที่ยวเดินห้างสรรพสินค้าทั้งวัน จึงมารับได้เอาตอนกลางคืน อุปมาอุปมัยเหมือนกระแสน้ำที่ไหลมาจ่อประตูฝายกั้นน้ำที่ถูกปิดอยู่ เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิก็คือการเปิดอ้ารับสิ่งต่างๆรอบตัว นั้นก็คือการเปิดประตูฝายให้กระแสน้ำไหลผ่านเข้ามา แต่มันก็เป็นการรับได้ที่ล่าช้าเกินไป ไม่ทันการ)
4 W+ e# C$ ?+ W* U$ u; ?" o9 s2 b. D( u4 o% n% j, N1 g

2 U# n; a0 z& g  dจะส่งกระแสจิตยังไงและจะรับกระแสจิตยังไง?
0 a* }$ o. u2 o0 qการส่งกระแสจิตมี 2 แบบ คือ การส่งแบบไม่ตั้งใจ และการส่งแบบตั้งใจ
8 [3 Z0 c/ D) Z. z0 Q+ n0 ]: j
2 e0 }  u* N  _# w3 X8 H( p, M( M; b# `" `* O) |! H) v6 z2 j

# t' ?. _5 T+ T1 ]4 ? smati_03.jpg
9 m, e$ B+ A0 E1 p2 W' S0 l
1. การส่งแบบไม่ตั้งใจ หรือไม่เจาะจง8 Z/ e3 C! l8 U# ]* T* S! a
การส่งแบบนี้คือการที่ผู้ส่งไม่ได้ต้องการจะส่งกระแสจิตไปให้ใคร เพียงแต่ขณะนั้น สภาวะจิตของผู้ส่งกำลังทรงอยู่ในสมาธิ ทำให้เกิดคลื่นพลังงานกระจายเปล่งออกรอบตัว และแผ่กระจายออกไปกระทบจิตของผู้ที่สามารถรับได้ในขณะนั้นพอดี เช่นนี้เรียกว่าเป็นการแผ่กระจายคลื่นแบบปรกติ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งคลื่นสมาธิทั่วไป คลื่นด้านบวกที่แผ่ออกมาในรูปของคลื่นความเมตตาทรงพรหมวิหาร 4 และคลื่นด้านลบที่เรียกว่าจิตสังหารณ์4 O* @5 F. a2 B$ h; k( a% c

* _  Q$ `. E) K9 M( D8 }" c( H) r8 b
( P  C5 j0 P6 k# J  T: |
การส่งแบบไม่ตั้งใจ หรือไม่เจาะจง ถ้าเป็นคลื่นสมาธิทั่วไป(ผู้ส่งไม่ได้ทรงอยู่ในพรหมวิหาร 4 และไม่ได้คิดอาฆาตพยาบาทใคร) ถ้าผู้ที่รับได้ มีกำลังสมาธิอ่อนกว่าจะมีผลให้ผู้ที่รับได้เกิดอาการปวดหัวเวียนศีรษะได้ถ้าคลื่นนั้นมีความหนาแน่นและความถี่สูง : T% G1 g) e2 h7 x" E, _( m
1 X- t1 \3 M" \* G* S# }+ D

' r; o; B8 q4 m' e8 Pในทางกลับกันถ้าผู้ที่รับได้มีกำลังสมาธิสูงกว่าผู้ส่งหรือมีกำลังเสมอกัน อาการเหล่านั้นจะไม่มีปรากฏ กลายเป็นอาการเฉยๆแทน เรียกว่าคลื่นกระแสจิตมีการหักล้างกัน(รับรู้ว่ามีคลื่นส่งมา แต่ไม่เกิดอาการ มึนเวียนหรือปวดศีรษะ)/ h& Y  T$ l1 [! G+ f
( h0 @. W& o+ h; Y9 T! O

* d1 r+ }/ s# r
& H+ _- ]3 j" b4 a2 Z- [ smati_04.jpg

, \$ E3 ?& T+ D$ K
4 ~8 j7 e* \7 y! I# j/ u" N
2. การส่งแบบตั้งใจ
& c4 g3 I' |7 h1 Nการส่งแบบตั้งใจมีทั้งการส่งแบบปรารถนาดี และการส่งแบบมุ่งร้าย จะมีหลายวิธีในการส่ง ถ้าพวกที่เล่นกันแรงๆให้คลื่นมีความเสถียรและหนักหน่วง ส่วนมากมักจะไม่ใช้กำลังของตนเองอย่างเดียว แต่จะพึ่งพาสิ่งต่างๆมาเพิ่มความแรงของกระแสคลื่น สิ่งต่างๆที่ว่าก็เช่น การขอกำลังจากครูบาอาจารย์ตามสายวิชาของตน การพึ่งพาวัตถุฯที่ผ่านการเข้าพิธีประจุพลังจิตโดยผู้ที่มีกำลังจิตเข้มแข็ง และการรวมกลุ่มกันหลายๆคนเพื่อรวมกำลังช่วยกันส่งกระแสจิตมุ่งตรงไปยังคนๆเดียว(เพื่อการบำบัดรักษาเยียวยา) อุปมาอุปมัยก็เหมือนกฏการรวมแสงทางวิทยาศาสตร์(การสอดแทรก) เช่นการส่องไฟฉายไปบนกำแพง ลำพังแค่การนำไฟฉายหนึ่งกระบอกไปส่องไฟบนผนังกำแพง แสงอาจจะไม่เข้มเท่าไหร่ แต่ถ้ามีไฟฉายหลายๆกระบอกมาส่องรวมแสงไปที่จุดๆเดียวกันบนกำแพง แสงนั้นก็จะเพิ่มความสว่างขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว
; B8 r, \2 S# q4 Y) G0 g0 q" N2 Z! W+ t) v& |& s

) H: @" [8 V7 R+ F! W(แต่ในกรณีที่ต้องการรวมหัวกันกลั่นแกล้งอีกฝ่าย ไม่ใช่ทำเพื่อความปรารถนาดี อันนี้จะเรียกว่าพวกหมาหมู่นะ)5 d: h, `5 U8 p

* ?  ^' ?& S  n: M( j6 `
  t. V& U6 v5 |) G: H0 p4 E0 o
ส่วนวิธีส่งนั้น โดยปรกติฉันจะถนัดส่งแบบไม่เห็นหน้ากันมากกว่า เพราะไม่ชอบทำสมาธิให้ใครเห็น ขอเพียงเห็นชื่อของอีกฝ่ายที่ปรากฏในสมุด ตามบอร์ดเว็บไซต์ หรือห้องแชทออนไลท์ในอินเตอร์เน็ต อะไรก็ได้ที่สามารถใช้ยืนยันการมีตัวตนอยู่จริงของอีกฝ่ายได้แค่นั้นก็เป็นอันพอ บางกรณีก็ใช้เพียงแค่เบอร์โทรมือถือหรืออีเมลล์ก็ได้ ถ้ายืนยันได้ว่าถูกต้องและเป็นของตัวเจ้าของจริงๆ จะเป็นชื่อปลอมหรือนามแฝงก็ให้ผลเท่ากัน (ถ้าได้เห็นรูปตัวจริงด้วยก็จะดีมาก ส่งตรงถึงตัวได้ง่ายไม่ต้องไปจินตนาการนึกเอง)0 k; u- H4 e1 j" }+ k! c- ~5 ^+ g
* k) k& p, k& w, v! K. P8 R2 N

$ x, h, c* |7 b7 hวิธีที่ฉันฝึกให้คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามที่จะส่งกระแสจิตไปให้นั้น มีเพียงชื่อกับนามแฝง ไม่เคยเห็นใบหน้า หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ฉันจะแนะนำให้คนที่ฉันฝึกให้ นึกชื่อหรือสิ่งแทนตัวผู้รับ และจินตนาการให้บุคคลที่ต้องการจะส่งกระแสจิตไปหานั้น เป็นภาพเงาคนสีดำแทน ถ้าไม่ถนัดในการนึกภาพจำลอง จะเพ่งกระแสจิตไปที่เจ้าของชื่อหรือไอดีของคนๆนั้นก็ได้ไม่มีปัญหา เพียงแต่ถ้ากำหนดภาพขึ้นมาเป็นรูปตัวแทนมันจะง่ายกว่า(ในความรู้สึก) เหมือนการยิงปืน มันก็ต้องมีภาพเป้าล่อให้ส่องลำกล้องเล็งยิง ยิงโดนหรือไม่โดนมันก็มองเห็นได้ง่ายๆ ประมาณนั้น  T9 N; z3 B! D7 K6 l5 M" s1 U- `
0 G9 d2 d, T4 F+ \4 f$ F+ L
# s2 F. y: b( u6 z9 L/ H
ตัวผู้ส่งจะต้องเข้าสมาธิในระดับอุปสมาธิเป็นอย่างต่ำก่อน (ในกรณีที่ผู้ส่งสามารถทำสมาธิได้สูงกว่าคือระดับปฐมฌานขึ้นไป ก็ให้เข้าระดับสมาธิที่คิดว่าตนเองทำได้สูงที่สุดก่อนแล้วค่อยลดระดับลงมาจนอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ) แล้วให้รวมสั่งสมกระแสจิตให้เป็นกลุ่มก้อน ส่งพุ่งไปยังจุดกลางหน้าผากที่ของฝ่ายตรงข้ามในทันที เหมือนการยิงปืนควงสว่าน ความแรงของกระสุนปืนขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ
# i) Y9 j' h' K. N0 i! S0 F) X9 t! B1 u. ^' p
5 [. h$ D5 |" ]" P' G
การส่งกระแสจิตไปหาเป้าหมายนั้น การส่งไปครั้งแรก ฉันจะส่งไปแบบเหมือนการส่งเล่นๆ เบาๆไม่รุนแรง เหมือนเด็กปาหมอนใส่กัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันเวลากระแสจิตที่ส่งไป ถูกดีดสะท้อนกลับมา จะได้ไม่รับผลกลับมารุนแรงนัก เพราะเคยกระอักมาแล้ว ดันไปเล่นพวกที่มีอวิชชาคุณไสย์ที่มีครูบาอาจารย์ของฝ่ายเขากำลังคุ้มกันอยู่ การส่งเล่นๆแบบนี้ เรียกว่าส่งเพื่อหยั่งเชิงว่าบุคคลที่เป็นเป้าหมายนั้น มีเกราะป้องกันตัวอะไรบ้าง กระแสจิตที่ส่งไปนั้นทะลวงผ่านเข้าไปได้แค่ไหน เบาบางหรือร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เอาจิตติดตามตรวจดู หากเข้าไปได้ร้อยเปรอ์เซ็นต์ก็ถือว่าโชคดีมาก แปลว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีเกราะอะไรกันคุ้มตัวอยู่เลย : F9 ^) a# P+ H' L1 h
# C' @5 g: G5 m; p/ ^# @
2 M7 b+ z% {9 P/ I3 ?, q
แล้วในกรณีที่อีกฝ่ายมีเกราะคุ้มกันตัวอยู่ล่ะ จะทำยังไง?2 S6 F9 w. q7 S1 s
ฉันจะแบ่งออกเป็นสามกรณี
6 O2 g$ T& f( _
. b  Q# N/ Y, K2 z$ j
- W2 j8 R& f" u! k& K/ r7 l. \
กรณีแรกคือต้องการส่งจิตแบบมุ่งร้าย
: K* y& E$ x7 @+ uจัดเป็นคลื่นกระแสจิตด้านลบ ตรงนี้จะไม่ขอกล่าวถึงให้ละเอียดนัก วิธีจะเจาะผ่านทะลุเกราะป้องกันของฝ่ายตรงข้ามมันมีวิธีอยู่ เพราะเกราะที่ว่าจะไม่ได้คุ้มกันฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา ถ้าเขาถอดพระเครื่องหรือเครื่องรางป้องกันตัวออก ลืมไหว้พระฯไหว้ครูบาอาจารย์ก่อนนอน หรือจิตเคลื่อนออกจากสมาธิขั้นสูง แล้วแต่กรณี เกราะที่ว่าก็จะมีกำลังอ่อนลง หรือหายไปทันที เป็นช่องโหว่ทำให้กระแสจิตแบบมุ่งร้ายของผู้ส่ง ส่งเข้าไปหาตัวผู้รับได้ทันที (ผู้ส่ง สามารถส่งมาจ่อตัวผู้รับไว้ล่วงหน้า หรือจะส่งทันทีเมื่อตรวจรู้ว่าผู้รับกำลังเผลอ ก็ได้ทั้งสองแบบ): C( R) e; V) i2 f- u2 r' `

# m: \4 [: D: K: a: r, U

( r& A6 t9 k0 c/ J/ ^' _- eในกรณีการส่งกระแสจิตแบบนี้ ผู้รับไม่จำเป็นต้องทรงอุปจารสมาธิก็สามารถรับได้ เพราะการส่งกระแสจิตแบบมุ่งร้าย จะมีความรุนแรงกว่ากระแสจิตแบบทั่วไป เพราะมักมีสิ่งของต่างๆที่เป็นรูปธรรมหยิบจับได้ เช่นตะปู เลื่อย งูพิษ ตะขาบ บ้านพร้อมที่ดิน(อันนี้ก็เว่อร์ไป) แนบส่งผ่านไปทางกระแสจิตของผู้ส่งไปด้วย ถึงผู้รับไม่ได้อยู่ในอุปจารสมาธิก็สามารถรับได้ทันที ถ้าไม่มีเกราะคุ้มกันตัว (เพราะไม่ใช่การส่งแบบจิต-จิต แต่เป็นการส่งแบบ จิตแนบสิ่งของ-จิต) ส่วนผู้รับจะรู้ตัวหรือไม่ ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในตัว ก็อีกเรื่องหนึ่ง
2 a' e& i: x( M3 ^3 e2 W1 m& \; J' z! Z' o8 n

: D3 y) |3 @/ V; ?! u) Dที่ฉันอยากบอกก็คือ ถึงฝ่ายตรงข้ามจะมีเกราะคุ้มกันแน่นหนาแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยสำหรับผู้ส่ง ถ้าส่งเป็น และส่งถูกเวลา8 _6 K3 t) f) \3 [

/ }2 x* w& m' ~, `. x) E

& v( _4 {. W' C( Q6 \, k6 gกรณีที่สอง เป็นการส่งแบบกลางๆ ไม่ดี และไม่ร้าย , Z( n% Z$ a3 G# X& O5 `
เป็นแบบที่นักเล่นส่งคลื่นส่วนใหญ่ใช้เล่นส่งหากัน คือแบบ จิต-จิต การส่งกระแสจิตเบบกลางๆนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีพิษภัย แต่ทำไมเกราะคุ้มกันของฝ่ายตรงข้ามถึงบล๊อคเราไว้ไม่ให้ส่งกระแสจิตผ่านเข้าไปล่ะ? คำตอบก็คือ การส่งแบบนี้จะเป็นการทำให้อีกฝ่ายปวดมึนศีรษะในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นการทำให้ฝ่ายผู้รับได้เกิดผลเสีย แต่ก็แค่ระยะหนึ่งสั้นๆเท่านั้น เพียงเดินไปนอนหลับพักสักตื่น หรือเดินไปกินมาม่า อ่านการ์ตูนตลกชวนหัวไม่กี่หน้าก็หาย 4 @2 A, @$ S/ C5 {* u

- z  I" b# j) `* [* ?' v5 h

8 f/ t' H4 B/ r$ y0 fแล้วทำไมต้องส่งให้อีกฝ่ายปวดศีรษะ ส่งแบบดีๆหากันไม่ได้หรือไง? คำตอบคือ ถ้าไม่ทำให้อีกฝ่ายปวดศีรษะ ผู้ส่งก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองส่งไปถึงหรือไม่ คือเป็นการส่งแบบมือสมัครเล่น ต้องคอยถามกัน และการทำให้เกิดอาการทางกาย คือการทำให้อีกฝ่ายปวดศีรษะ มันเป็นวิธีที่ทำให้รู้ผลได้ง่ายกว่า ว่าผู้รับสามารถรับได้หรือไม่ และผู้ส่งสามารถส่งไปถึงได้หรือไม่ เป็นการส่งแบบนี้ มักเป็นการส่งแบบนัดแนะ คือผู้ส่งและผู้รับนัดแนะกันมาก่อนแล้ว และไปตกลงกับครูบาอาจารย์ของตนเองเอาเองว่าขออนุญาตซักซ้อม ผลัดกันส่ง-รับ เพื่อให้เกิดความชำนาญ
5 Q# E1 h" ?2 M7 b) m7 h8 Z$ Z* ]7 m! m

) Y' T. [$ ~& p0 l7 Zในกรณีที่ผู้ส่งสามารถรับและส่งได้จนคล่องแล้ว แต่ผู้รับมีเกราะคุ้มกันตัวอยู่ ผู้ส่งมีเจตนาต้องการฝึกให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความคล่องตัวในการรับ การส่งในกรณีนี้จะไม่มีการบอกผู้รับให้รู้ตัวล่วงหน้า ทางตัวผู้ส่งก็ต้องเจรจาอนุญาตกับทางครูบาอาจารย์ของฝ่ายตรงข้ามเสียก่อน แล้วค่อยส่งไป คือมันเป็นมารยาทที่ดีอย่างหนึ่งด้วย และส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์ของฝ่ายตรงข้ามเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะอนุญาตเปิดทางให้ ดีไม่ดีช่วยย้ำซ้ำให้แรงหนักกว่าเดิมอีกต่างหาก ! G5 B7 T& ?! d6 Q$ r$ O3 g( e

, Z$ e1 n! B6 Q' O- S$ i+ ?) l
" N) k4 J, w8 H, o/ h
และกรณีสุดท้ายการส่งกระแสจิตด้านบวก( \$ c% ^4 S, |+ X  y0 u8 W$ N
คล้ายกับการส่งแบบกรณีที่สองทุกอย่าง แต่กระแสจิตที่ส่งมานั้น จะไม่ทำให้ผู้รับเกิดอาการปวดศีรษะ จัดเป็นกระแสจิตที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ผู้ที่รับได้จะมีสภาวะหัวโล่งโปรงสบาย เบาเหมือนไม่มีสมอง หากผู้รับปวดศีรษะอยู่ก็สามารถหายจากอาการปวดศีรษะที่เป็นอยู่ได้ทันที แล้วทำไมการส่งแบบนี้ถึงยังมีการบล๊อคจากเกราะคุ้มกันล่ะ? ตรงนี้อยากให้เข้าใจก่อนว่า เกราะคุ้มกันก็ไม่ต่างอะไรกับภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ภูมิคุ้มกันนี้จะรีบป้องกันทันทีเมื่อตรวจพบสิ่งแปลกปลอมปะปนเข้ามาในร่างกาย เกราะคุ้มกันภัยก็เช่นเดียวกัน. k. j& K$ b0 J. D8 n

0 F8 e: m& U( ]/ x/ i

" {4 x0 w1 x- _& c3 U& {การจะทำให้เกราะคุ้มกันนั้นเปิดทางให้ก็คล้ายกับกรณีที่สอง นั่นก็คือการขออนุญาตให้ช่วยเปิดทาง ตามมารยาทที่ควรทำ แต่ถ้าเกราะที่คุ้มกันอยู่เป็นแค่วัตถุประจุพลังจิตระดับธรรมดา หรือเกิดจากสมาธิของตัวผู้รับเอง ถ้าตัวผู้ส่งไม่รู้จะไปขออนุญาตใคร ก็เจาะเกราะคุ้มกันเข้าไปเลยก็แล้วกันง่ายดี (= _=" ): u- P; q- D4 u/ `5 z" L5 z$ ~& t

& w& s2 T! o; E- D# d4 t

: B" C6 q3 l  q, e+ o! kสรุปประเภทของการส่งกระแสจิต
, v, s) w" E/ B* @! J2 g1. การส่งแบบไม่ได้ตั้งใจ ตัวผู้ส่งกำลังทรงอยู่ในสมาธิระดับใดระดับหนึ่ง และผู้รับ สามารถรับได้เอง5 b$ [4 j. l3 D/ J0 P  D& ^9 }
2. กำหนดสั่งสมกระแสจิต และส่งกระแสจิตพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย แบบนี้เรียกว่าเป็นการส่งทางตรง มีเป้าหมาย  i5 d3 Z" I; V: K
3. การซ้อนจิตทับสวมรอย ผู้ส่งจะการถอดจิตส่วนหนึ่งตนเอง ไปซ้อนทับกับกายในของฝ่ายของตรงข้าม ส่วนจะสร้างความปั่นป่วนจากภายใน หรือเพื่อทำการเยียวยารักษาปรับสมดุลในร่างกายให้ ก็แล้วแต่เจนตนาตัวผู้ส่งเอง อุปมาอุปมัยก็เหมือนการควบคุมคอมพิวเตอร์ระยะไกล เราสามารถโหลดโปรแกรมอะไรก็ได้ ใส่ลงไปในเครื่อง(ตัว)ของเป้าหมาย (รวมทั้งใส่ไวรัสเข้าไปก็ได้) แบบนี้เรียกว่าเป็นการสวมรอย(ถ้าศัพท์คอมฯก็เรียกว่าการแฮกเครื่อง) แต่มีข้อจำกัดว่าผู้ส่งจะต้องมีกำลังจิตเหนือกว่าตัวผู้รับ+ Z8 ~, X9 V, ]
4. การส่งโดยแทบไม่ใช้กำลังของตัวเองเลย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยลงทุนลงแรงเท่าไหร่ แต่ก็ได้ผลดีเช่นกัน เช่น การอาราธนาขอบารมีพระฯหรือครูบาอาจารย์ ช่วยปกป้องคุ้มครองตัวบุคคลที่เราต้องการ การดึงพลังจากวัตถุที่มีการประจุพลังจิตลงไปแล้วมาช่วย& ]' I, v9 l, U) @+ d8 }# K
5. การส่งแบบโอนต่อ เหมือนการโอนสายโทรศัพท์ หากผู้รับไม่ต้องการจะรับ ก็สามารถสะท้อนคลื่นดังกล่าวส่งต่อไปยังบุคคลอื่นได้ อุปมาอุปมัยก็เหมือนการใช้กระจกเงาสะท้อนแสงแดดโดยการหมุนปรับองศา เพื่อให้แสงไปตกกระทบตามจุดต่างๆที่ต้องการ
  z! ]4 o! ~& u9 k5 q( ?5 I4 k; m; @* \8 p: i' O& T9 D
8 G0 B) A2 ^) {8 t4 E
สรุปคลื่นของกระแสจิตแต่ละชนิด
) A. O- ]% D! T. N+ p# _( q1. คลื่นรุนแรงมุ่งร้าย อาการทำให้ฝ่ายผู้รับเกิดความเสียหายรุนแรง6 N; g- q) x; u6 j
2. คลื่นกลางๆ ไม่มีเจตนาดีและร้าย ทำให้ผู้รับหน่วงบริเวณกลางหน้าผาก แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเริ่มปวดศีรษะ และเวียนหัวอาเจียน
& E# n7 {" T1 O4 U6 V/ T3. คลื่นว่างเปล่า ทำให้ผู้รับได้ หัวโล่ง เบาสบาย บางครั้งเป็นคลื่นที่รับได้จากผู้ที่กำลังทรงอรูปฌาน9 q  W# r+ @' k. h. T& H
4. คลื่นพลังด้านบวก เช่นการเย็นแผ่ซ่าน ชุ่มชื่น บริเวณกลางกระหม่อม ในอก หรือทั้งตัว แล้วแต่ความแรง แต่ถ้ามากเกินไปตัวผู้รับจะสั่นสะท้านและเกิดอาการหนาวสั่น
/ }, I$ R; N( o& F3 [+ U6 d
. d0 Z9 t* w% f

  v; M9 a: m  x+ \- Nเราสามารถรับกระแสจิตและพลังงานจากสิ่งใดได้บ้าง?
4 b/ f, `( L2 c, d, c) f$ _1. คลื่นพลังงานจากแร่และธาตุโลหะบางชนิด ด้วยความที่มันผ่านกาลเวลามานับหลายพันหลายหมื่นปี ทำให้มีการสั่งสมประจุพลังของธรรมชาติที่เรียกว่าพลังของจักรวาลเอาไว้ในตัว เหมือนก้อนถ่านแบตเตอรี่ ที่ได้รับการช๊าตพลังงานสั่งสมเรื่อยมา ความแรงมากน้อยย่อมมีไม่เท่ากัน ตามกาลเวลาและความเสถียรคงทน 9 a# U# _  C; f9 h3 S3 \
2. คลื่นกระแสจิตที่แผ่ออกมาจากสัตว์
- h2 b, x6 y" k! B3. คลื่นกระแสจิตที่เกิดจากมนุษย์
7 M& c4 ]; H! S2 V1 X3 V4. คลื่นกระแสจิตที่แผ่กระจายออกมาจากวัตถุต่างๆ ที่ผู้มีพลังจิตเคยประจุพลังจิตใส่ลงไป เช่น ผ้ายันต์ วัตถุมงคล และพระพุทธรูป ในกรณีนี้ รวมไปถึงการเขียนสิ่งต่างๆลงไปในแผ่นกระดาษและวัตถุต่างๆก็ด้วย แม้จะเป็นแค่การเขียนข้อความธรรมดา หรือเป็นการแค่การวาดภาพลงบนผืนผ้าใบ แต่มันก็คือการถ่ายพลังจิตของผู้มีสมาธิประจุลงไปในแผ่นกระดาษและผ้าใบนั้นๆ โดยที่ตนเองรู้ตัว และไม่รู้ตัว
5 y5 o; u* t6 p9 L
. N( ~8 L8 c( Y1 yเทปบันทึกเสียง ภาพวีดีโอ หรือแม้กระทั่งรูปถ่ายต่างๆที่ใช้ในการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆก็จัดอยู่ในประเภทนี้(เพราะฉะนั้นใครที่อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกตุ๊บๆตรงหน้าผาก หรือมีอาการหน่วงๆที่หน้าผาก ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะถือว่าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถรับคลื่นพลังงานที่ฉันฝังไว้ในบทความนี้ได้)& g3 M% J9 l2 J& h
5. คลื่นกระแสจิตที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ คลื่นกระเภทนี้จะมีความถี่สม่ำเสมอทั้งต้นและปลาย ต่างจากคลื่นของมนุษย์ทั่วไปที่มักมีความถี่ไม่เท่ากันเดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบาขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอน ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของตัวผู้รับคลื่นเอง ว่าจะแยกออกได้อย่างไร ว่าเป็นคลื่นของคนหรือคลื่นของผี ปรกติถ้าฉันได้รับคลื่นประเภทนี้ ไม่นานนักจะเริ่มมีอาการง่วงนอนตามมา ฉันจะรีบหาที่นอนทันที และพอหลับไปเจ้าของคลื่นก็จะปรากฏตัวมานั่งคุยด้วยทุกครั้ง
+ U; q5 g8 ]1 O) }5 Z3 Z  p9 E# V; Q

  @# a% B- U" T# r6 d: rวิธีถอนออก หากเกิดอาการอยากอาเจียนและปวดศีรษะ ที่เกิดขึ้นจากการส่ง-รับกระแสจิต
7 F; T/ F5 u' b0 y( e/ H9 W3 M1. อย่าสนใจกับมัน ไปหาอะไรทำซะ แล้วอาการปวดจะค่อยๆเบาลง แต่ปรกติกว่าจะหายก็นานหน่อย
# W3 L' ]% Z! z) v4 [& }2. ปิดกั้นจิตตนเองแบบฉับพลัน อาการของกระแสจิตที่คลั่งค้างอยู่ก็จะค่อยๆเบาบางและสลายหายไป  j0 u) r  C* \- F# B. o
3. เข้าสมาธิที่สูงกว่าเดิม อย่างปฐมฌานขึ้นไป หรือให้สูงว่าผู้ที่กำลังส่งกระแสจิตมา อาการหน่วงหน้าผากและปวดศีรษะจะหายไปทันที
8 c" ?1 F! U9 |, O4. อันนี้ง่ายมาก โยนอาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับตัว ให้เหยื่อรายต่อไป (= =" ) คือ ประมาณว่าไม่ไหวแล้วโว้ย ขี้เกียจเล่นด้วยแล้ว เอาไปใส่หัวคนอื่นดีก่า ให้มันมามึนหัวอยากอ๊วกแทนเรา ประมาณนั้น มันก็คือการกำหนดจิต รวมอาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เป็นกลุ่มก้อนควันสีดำๆ แล้วโยนไปใส่หัวชาวบ้านคนอื่นที่เขาไม่รู้เรื่องด้วยนั่นแหละ (อาการปวดตามตัวทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการส่งกระแสจิตก็สามารถทำแบบนี้ได้เหมือนกัน) แต่แนะนำว่าอย่าทำดีกว่าถ้าจะเอาไปใส่หัวใคร ถึงวิธีนี้จะง่ายแต่มันก็เป็นบาป ถ้าอยากจะทำจริงๆ แนะนำว่าให้ส่งพุ่งลงใต้ดินไปเลยดีกว่า ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ส่วนใหญ่ฉันจะทำข้อ 3 กับข้อ 4 แล้วแต่สถานการณ์
' X5 \& S5 J) {, I. |5 y: s/ w* L0 k
# n3 m" L5 _, [5 g" o- N
ประโยชน์และการนำไปใช้ (อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดนะ พยายามค่อยๆนึกไปเรื่อยๆ)2 o' @+ m3 J6 V: C, v
1. รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะมีสิ่งใดมา , t' t, N  k: V6 K0 `8 b
เจตนาของผู้ส่งจะเป็นกระบวนความคิดที่เร็วมาก มันจะถูกส่งมาก่อนที่ผู้ส่งจะเริ่มลงมือทำอะไรด้วยซ้ำ และเพราะเหตุนี้ หากผู้รับรู้สึกตัว และรับคลื่นความคิดนี้ได้ ผู้รับจะรู้ได้ทันทีว่า หลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา 7 X4 p; c( ]3 h) s
ถ้าเป็นการส่งกระแสจิตแบบมุ่งร้าย เจตนาของผู้ส่งที่ต้องการมุ่งร้าย จะพุ่งตรงมากระทบใจผู้รับก่อน ก่อนที่สิ่งของที่แนบพ่วงท้ายมาจะตามมาถึง ทำให้เผู้รับรู้ตัวล่วงหน้า และรีบขออาราธนาบารมีพระฯครูบาอาจารย์ครอบตัวไว้ล่วงหน้าได้ทันท่วงที , u' o0 M% U/ Y& _- f; f5 |  |
7 E. _: H; U/ v

; P$ y" U3 ^+ |8 D3 n7 a# |9 @# [2. รู้ว่าฝ่ายตรงข้าม มีสมาธิอยู่ในระดับใด # L0 M, g# L5 ~3 r0 \$ i
(วิธีตรวจเช็คระดับสมาธิของฝ่ายตรงข้าม ฉันจะไม่ขอกล่าวถึง ต้องหัดสังเกตและจดจำเอาเอง)
9 [; S3 l! \8 I' v( W: aอันนี้เหมาะกับนักปฏิบัติธรรมที่ต้องการให้คำแนะนำ กับผู้เริ่มฝึกใหม่ที่ ไม่มีพื้นฐานการฝึกสมาธิมาก่อนเลย หรือผ่านฝึกสมาธิมาในระดับหนึ่งแล้ว และเกิดสมาธิไม่ก้าวหน้าไปต่อไม่ได้ ส่วนวิธีแนะนำเพื่อให้สมาธิก้าวหน้าต่อไปนั้น ก็แล้วแต่ผู้เป็นครูว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการขออาราธนาบารมีครูบาอาจารย์เบื้องบนช่วยสงเคราะห์อีกที
$ s# R/ _( v$ q  w$ U) v* y3 P3 D. D" ^" L$ P' [" T& v( M
8 g* B8 |: n( t, ]
และในทางกลับกัน ประโยชน์ของข้อนี้ก็คือ ถ้าผู้ที่เรากำลังสนใจอยู่นั้น มีระดับสมาธิสูงกว่า หรือทัดเทียม ก็จะได้ไม่ต้องปล่อยไก่ต้มตัวโตให้คนอื่นเขานั่งหัวเราะเยาะเล่น ว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ถ้าพบคนแบบนี้โผล่หน้ามาขอคำแนะนำการนั่งสมาธิเบื้องต้น ก็ให้ตีตัวออกห่างไปเลย อย่าไปเสียเวลาอธิบายให้เปลืองแรง
! O" _8 z5 \( f3 q/ @9 Z# Y: |, y
( ?0 q' E$ m  S. f0 l

& Y6 B/ C; ]4 C/ l7 X3. ใช้ในการรักษาเยียวยา โดยใช้คลื่นกระแสจิตของตนเอง ส่งไปยังตัวผู้รับเพื่อขับสิ่งไม่ดีหรือพลังงานด้านลบออกจากตัวผู้รับ9 X6 @* s+ q. C8 d
แล้วถ้าคนรักษาป่วยซะเองล่ะจะทำยังไง? แน่นอนว่ารักษาตัวเองไม่ไหวแน่ ทุกขเวทนาทำให้เข้าสมาธิได้ลำบาก วิธีที่ใช้ประจำ
! w* l1 D/ A1 U4 Z6 }$ D0 T; m8 B3.1. มองหาเหยื่อที่สามารถทรงสมาธิในระดับหนึ่งได้ เน้นว่าในหัวของเหยื่อจะต้องเย็นและเบาสบาย6 B, N0 x5 I+ E7 y
3.2. เมื่อเจอเหยื่อแล้วก็ ก๊อปปี๊ข้อมูลในหัวเหยื่อมาใส่หัวตัวเอง เรียกว่าดึงสภาวะจิตของฝ่ายตรงข้ามที่กำลังทรงอารมณ์อยู่ในสมาธิ มาเป็นอารมณ์สภาวะจิตของตนเองชั่วคราว6 ~! b! H0 p. }0 k1 r! h
3.3. เมื่อหัวโล่งเบาสบายตามแล้ว ก็เข้าสมาธิ เริ่มซ่อมแซมตัวเอง4 Q, y: I, C6 c* V$ D# K* z
3.4. ถ้าหาเหยื่อตามข้อ 1 ไม่ได้ หรือป่วยหนักเกินไป แนะนำว่าไปหายากินเหอะ (แต่ปรกติการกินยาจะเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ เพราะฉันเกลียดการกินยาขมๆ)
. i" B- s2 R$ c/ z( ]! b/ z1 p. `) b& U# {0 G0 {- X& P
, d: }( M0 g9 ?
4. ตรวจเช็คพลังงานที่ประจุในวัตถุมงคล อัญมณีหรือหินแร่ . U% R5 G4 n7 {/ P' p
เคยไปที่บ้านเพื่อนทางบุญท่านหนึ่ง เขาเชื่อในเรื่องของการรับคลื่นกระแสจิต แต่อยากพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า มันเป็นยังไงแล้วเอาไปใช้อะไรได้บ้าง ว่าแล้วเพื่อนทางบุญท่านนี้ก็ขนพระเครื่องในตู้ออกมาวางกองหลายชุด บอกให้ช่วยวัดคลื่นพลังให้ เพื่อนหยิบพระให้ใส่มือ ฉันก็ไม่ได้มองว่าเป็นพระอะไร รู้แค่ว่าเป็นพระผงเก่าๆ เขาบอกว่าดูให้หน่อยพระองค์นี้พลังเป็นยังไง ฉันก็จับดู เป็นคลื่นพลังงานแผ่ฟุ้งกระจาย ก็ตอบไปว่าพระองค์นี้ลาภเยอะมาก เพื่อนทางบุญก็ตกใจ บอกรู้ไหมองค์นี้คือพระอะไร ฉันก็บอกไม่รู้ ก็ไม่ได้มองนี้ว่าพระอะไร เพื่อนทางบุญก็เฉลยว่าคือหลวงพ่อโสธรรุ่นเก่ามาก ฉันก็พยักหน้า ไม่พูดอะไรต่อ เพื่อนทางบุญก็ส่งพระเครื่องมาให้จับอีก รอบนี้ปรากฏว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมาเป็นแสงแหลมๆคล้ายเข็มวิ่งพุ่งเข้ามาในตัว ฉันก็ตอบไปว่า พระองค์นี้เด่นมหาอุดฯคงกระพันนะ ฉันจะตรวจเช็คเฉพาะคลื่นพลังงานที่ประจุอยู่ในองค์พระเครื่องอย่างเดียว ไม่มีการใช้วิชามโนยิทธิช่วย เพราะกลัวอุปาทานกิน เพื่อนก็พยักหน้า บอกพระองค์นี้เป็นพระขุนแผนฯออกศึก ว่าแล้วเพื่อนทางบุญก็ขนเครื่องมาอีกตรึมให้ช่วยจับให้ องค์ไหนของเก๊ของปลอมก็คัดแยกออกไปเก็บไว้ต่างหาก จับมาประมาณ 40 องค์ เป็นของแท้แค่ 10 กว่าองค์ นอกนั้นเก๊หมด (คือเพื่อนท่านนี้ดูพระเครื่องไม่เป็นเลย แต่ชอบสะสม) (= =" ) + C! N) c! {2 h8 B$ l/ n

: j1 C! [4 Z! i1 X

5 n8 O* A! w. C8 @0 f& ?8 }ก่อนกลับบ้าน เพื่อนทางบุญท่านนี้ยังสารภาพว่าความจริงในตู้ยังมีพระเครื่องและวัตถุมงคล อีกหลายร้อยอย่างมัดใส่ถุงไว้ อยากให้ช่วยจับพลังให้ ฉันก็บอก พอเหอะ อยากกลับบ้านไปดูการ์ตูน
/ H% U$ g+ Q& N  q* Q& R0 m4 Y2 p2 s2 P  6 H  W0 T  Q8 K& [+ a- f5 {, H7 ]
ปล. การส่งคลื่นชนิดนี้ก็คล้ายกับการขว้างหินโดยอาศัยกำลังสมาธิเป็นแรงส่ง ยิ่งผู้ส่งได้ระดับฌานสูงเท่าไหร่ แรงที่ส่งไปก็จะยิ่งทวีคูณ
: n3 G$ [* ?& P8 r* h/ A5 Q  @* C6 I6 |# M

% G( l, A5 Z+ ]; w. L(ณ ที่ระดับฌาน 4 จะเป็นสภาวะที่คลื่นกระแสจิตหยุดนิ่ง ไม่เกิดแรงสั่นสะเทือน อุปมาอุปมัยก็เหมือนการขว้างหิน ยิ่งผู้ขว้างบิดตัวและเหวี่ยงแขนออกไปด้านหลังได้มากเท่าไหร่(หรือจนสุดที่ไม่สามารถเหวี่ยงแขนต่อไปได้อีก) แรงส่งในการเพิ่มของแรงของก้อนหินที่ขว้างออกไป ก็จะยิ่งเพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ดูภาพประกอบตัวอย่างคร่าวๆที่ด้านล่างประกอบ ก็จะออกมาเป็นประมาณนี้ หลักการอธิษฐานใช้ฤทธิ์ด้านต่างๆ ก็ใช้หลักการเช่นนี้เหมือนกัน)
' N: G+ c- ?# T9 j: i8 H) n8 H1 x- E$ m. q# B( y
6 i) k$ Q# ~0 Y" X' R- W1 _
smati_05.jpg

* p4 w; I4 Q2 y7 t  B7 j. i

8 v' e3 E) s/ W' \8 S! x/ L: J+ s$ W. j7 f) K* ]0 P. U

' ]7 r' ~$ y9 o7 B3 o& ~' Uเมื่อไล่ระดับอุปจารสมาธิ ฌาน 1-2-3-4 แล้ว และไล่ระดับสมาธิกลับ 4-3-2-1อุปจารสมาธิ ความหนาแน่นของกำลังจิตจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
) a$ v9 ]/ j5 }1 C, v. z8 p1 x
+ ]$ W/ p, ?- Y2 A
: t  L9 R8 f+ t! Z

" z: l3 N' @, S3 X- O

3 [" t* V/ l8 a smati_06.jpg
% v' _8 S: Z. ?3 C
: w$ u, E7 ?" g, ]( e- ]0 Y

8 I  P4 ]) w0 C  q1 f# @

$ P0 U2 f$ h* f* G* ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงการส่งและรับคลื่นกระแสจิตที่ใช้กำลังของอุปจารสมาธิเป็นฐานการรับ-ส่ง แต่ถ้าเป็นการเล่นที่ใช้ระดับฌาน ๔ เป็นกำลังส่ง ซึ่งเป็นการเล่นฤทธิ์ระดับอภิญญาใหญ่ของผู้ที่มีความคล่องแคล่วในฌานสูง คลื่นดังกล่าวจะแทบไม่มีปรากฏ คือ เร็วมากจนจับคลื่นไม่ทัน  ยกเว้นแต่บุคคลผู้นั้น ต้องการให้มีคลื่น คลื่นจะจึงปรากฏ.. (ถอยจากฌาน 4 กลับมาทรงที่ระดับอุปจารสมาธิ)
) Q) R. M3 G/ @" s
4 U+ M* a  P& a; p6 Z1 \* Q**ปัจจุบันฉันไม่ฝึกส่ง-รับคลื่นให้ใครแล้ว เพราะตลอด 13 ปี ที่ผ่านมา..ฉันได้ฝึกให้กับผู้ที่สนใจไปหลายคน และคนเหล่านั้นก็นำความรู้นี้ไปฝึกต่อให้กับคนรุ่นใหม่ๆหลายต่อหลายคน จนกลายเป็นความรู้วงกว้าง  หน้าที่ในส่วนนี้ของฉันจึงหมดลงแล้ว/ ]3 Z; c1 i" m( |
2 s: ]' w: @: m+ @
2 [) J( w# H+ `& W" W: C$ H! e

9 e- T0 p7 w+ c( Pedit @ 12 Oct 2012 21:07:13 by NOOKFUFU2
9 m* F$ w4 K# K# n1 k- I5 f0 Q6 w' D2 T8 E  Q; X( O

Rank: 1

Teerapat โพสต์เมื่อ 2013-6-1 19:34 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สาธุ ก่อนจะอ่านเจอ นั่งหน้าผากหน่วงอยู่ตั้งนาน หุหุ ถึงบางอ้อ แล้วครับ อนุโมทนาครับ

Rank: 8Rank: 8

NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-6-1 22:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ถือว่าเก่งใช้ได้เลย...
4 F& r! k3 c" N& t
/ r( S* h' d7 Tการพิมพ์บทความทิ้งไว้ให้คนมาอ่านแล้วเกิดอาการวิงเวียน หน่วงหน้าผาก จุดหน้าอก หรือเย็นกลางกระหม่อมเล่น ถือเป็นแค่พลังจิตระดับอนุบาล ที่นักพลังจิตทุกคนต้องทำได้ ถ้าอ้างตัวว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เดช แต่ของพื้นๆ เบบี้ ๆ แบบนี้ยังทำไม่ได้ ก็แสดงว่า...... ต้องรีบพิจารณาตัวเองโดยเร็ว (อันนี้ไม่ได้ว่าใคร แต่มันเป็นเหมือนเกณฑ์วัดระดับให้รู้ว่า คุณเดินทางสายนี้มาถึงไหนแล้ว)
5 P. c# u2 Q5 G2 @1 Y
3 r# ]! T& S0 C: T2 hอีกด้านหนึ่ง คนที่สามารถรับคลื่นพลังจิตของผู้อื่นได้ แสดงว่าคนผู้นั้นเคยได้ทิพย์จักขุญาณแจ่มใส "เป็นอย่างต่ำ" มาก่อนในอดีตชาติ และมีโอกาสสูงที่จะได้ ตาทิพย์  ในชาติปัจจุบัน แต่ถ้าอยากจะฝึกอภิญญา 5 ให้ได้ ด้วย ก็จำเป็นจะต้องไปเที่ยวเสาะหาครูบาอาจารย์ที่ได้อภิญญา5 หรือ 6 คอยให้แนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดระยะการฝึก เพราะผู้ฝึกอภิญญาที่ไม่เข้าใจในอาการที่เกิดขึ้นกับตัว มีโอกาสสูงที่จะควบคุมสติตัวเองไม่อยู่  ทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง และกลายเป็นบ้าได้
7 f6 L3 h0 P8 x2 O  }: T1 U! p1 B) d
คล้ายกับสโลแกนหนังไอ้แมงมุม "พลังที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมาพร้อมภาระที่ใหญ่ยิ่ง" ภาระในที่นี้ ไม่ใช่ภาระของโลก แต่เป็นภาระที่เราจะต้องรับรู้เรื่องราวสะเทือนใจมากมายที่ประดังเข้ามาเป็นหมื่นๆพันๆเรื่องราวพร้อมกัน ทั้งที่เราไม่อยากจะรับรู้  เช่น มองเห็นคนที่รักถูกฆ่าตายช้าๆอย่างทรมาน แต่เราไม่สามารถช่วยได้ เพราะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฏแห่งกรรม แต่ภาพที่เขาตายเราจะมองเห็นตั้งแต่ต้นจบจน จนภรรยาของเราสิ้นลมหายใจ หรือไม่... ก็ต้องทนเห็นภาพภรรยามีชู้ ลูกสาวถูกข่มขืน ลูกชายถูกนักเรียนต่างโรงเรียนรุมตีจนตาย ต้องมองเห็นตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องพวกนี้จริงๆ เราไม่อยากจะดราม่า แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนสำหรับผู้ฝึกอภิญญาทุกคน ต้องชินกับการเห็นความตาย และเรื่องสะเทือนใจหลากหลายรูปแบบของผู้อื่นทุกวัน เพราะฉะนั้นคนที่จะได้อภิญญาจริงๆ ฌานที่ 4 ต้องแน่นมากๆ ตัวอุเบกขาเท่านั้นที่จะทำให้รอดจากการกลายเป็นบ้าได้ ตรงจุดนี้แหล่ะที่ครูบาอาจารย์จะมีบทบาทสำคัญในการคอยช่วยเหลือ ช่วยประครองจิตของลูกศิษย์ รวมถึงปิดจิดของลูกศิษย์ชั่วคราว เพื่อสงบสติอารมณ์ ไม้ให้พลุกพล่าน หรือคลุ้มคลั่งไปมากกว่านี้
1 i* ]6 B0 z3 b* C0 ?# P% @2 D# s* T' H+ i8 q+ f$ R6 N
การรับคลื่นหรือส่งคลื่นนั้น เป็นเพียงของเล่น ที่แล้วแต่เราจะเอามาประยุกต์ใช้ หาประโยชน์จากมัน แต่เมื่อถึงวันใดวันหนึ่งที่เราอยากพัฒนาพลังจิตของเราให้สูงขึ้น ของเล่นเหล่านี้เราก็ต้องโยนทิ้งไป เพื่อไปจับของเล่นใหญ่ที่สูงกว่า... อุปมาเหมือนรถไส 4 ล้อของเด็กอ่อนเพิ่งหัดเดิน กับเครื่องบินเจ็ต ท้ายสุดแล้วไปเล่นเครื่องบินเจ็ตดีกว่าเป็นไหนๆ...  ^^  (*แต่อย่าลืมว่าก่อนที่จะไปจับเครื่องบินเจ็ตได้ คุณต้องผ่านรถไสของเด็กอ่อนมาก่อน) สูงกว่าเครื่องบินเจ็ตก็คือพระนิพพาน (ฌาน4 แน่น + วิปัสสนา) ถ้าแม้แต่ระดับรถไสของเด็กอ่อนยังทำไม่ได้ เรื่องอารมณ์เด็ดเดี่ยวที่จะตัดเข้าสู่พระนิพพานให้ได้ในชาตินี้ก็ยังดูจะอีกยาวไกล
3 D8 `; d+ z% w% X. h: q; p3 A- W3 q" B, {4 {- h2 l' q
พุทธภูมิส่วนใหญ่เขาจะหยุดอยู่ที่เอาเครื่องบินเจ็ตมาใช้ต่อยอดทำบารมี ใช้ฤทธิ์อภิญญาให้มีประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ไม่ใช่เอามาใช้เพื่อตนเอง แต่ถ้าพวกเขาใช้อารมณ์วิปัสสนามาเป็นตัวตัดสังโยชน์ กำลังใจขนาดนั้น.... การจะเข้าสู่พระนิพพานไม่ใช่เรื่องยากเลย อยู่ที่ใจอย่างเดียว... ว่าจะยอม "ลาพุทธภูมิ" หรือไม่?4 ^7 Y. G2 \* W/ i# O. X# D

Rank: 1

Teerapat โพสต์เมื่อ 2013-6-2 16:20 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
อ่า สาธุๆ อนุโมทนาครับพี่นุ๊ก

Rank: 1

jatupon โพสต์เมื่อ 2019-1-9 18:48 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สาธุๆคับ ขอให้บทความดีๆเป็นบุญกุศลให้มีชีวิตที่เป็นสุขคับ ตัวผมถูกกลุ่มที่นั่งสมาธิในทางที่ผิดใช้จิตอื่นมาแฝงทับสวมรอยจิต เพื่ออ่านอดีตผม และรบกวนทางคลื่นเสียง(กระแสจิต)อยากรู้วิธีแก้เพราะผมตัวผมโดนรังควาญมาเกือบ2ปีแล้ว(นั่งสมาธิจิตยังไม่นิ่งเท่าไร)ขอคำปรึกษาด้วยคับ

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2019-3-26 16:01 , Processed in 0.028101 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.