แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 10047|ตอบ: 4
go

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา [คัดลอกลิงค์]

Rank: 8Rank: 8

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา8 h4 t9 F. C' t3 L$ F" s

, x0 L: |+ E' B! s; ?( Z6 S7 Mเพื่อในการปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นไปอย่างก้าวหน้า นักเรียนอภิญญาทุกคนจะต้องศึกษาหลักสูตรปริยัติให้เข้าใจเสียก่อน นักปฏิบัติที่เน้นแต่ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเดียว จะเจริญก้าวหน้าในสมาธิได้ช้ากว่า นักปฏิบัติที่ศึกษาปริยัติมาจนเข้าใจแล้ว ค่อยมาเน้นการปฏิบัติกรรมฐานทีหลัง เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ การศึกษาปริยัติเปรียบเสมือนเป็นการศึกษาแผนที่นำทาง
( G" t. h0 M; s* P9 A# d( M5 }5 ]$ n) s3 _- t, x! e
ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติ นักปฏิบัติควรทำความเข้าใจกับเส้นทางที่จะมุ่งไปเสียก่อน ควรรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดข้างทางบ้าง สิ่งใดที่จะเป็นอุสรรคขัดขวางการเดินทาง และจะต้องผ่านด่านทดสอบจิตใจอะไรบ้าง
8 r( ^# d( V; u) R( @# |4 F! b0 x9 Q9 Q) {: p0 @+ j
แผนที่ปริยัติถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักปฏิบัติรู้เส้นทางที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางที่ตนมุ่งหวัง และรู้ถึงสิ่งที่ตนจะต้องประสบล่วงหน้า รู้ที่จะเตรียมใจที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ เพื่อให้ได้สำเร็จอภิญญา 5 และ 6 และบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด (เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย หรือเส้นชัยของนักเรียนอภิญญาทุกคน)
6 v1 b% M# Q0 k& P- I9 y: K
1 a' H) K- R5 ?% rปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธคืออะไร?3 c, S  A. \9 E9 D: A8 n$ ~( s3 k# }
5 f/ u( W- T7 @, [- l( r
ศีล ๕ ประกอบด้วย0 X4 B, W9 e0 E- x- i
๑. ไม่ฆ่าสัตว์9 Q4 U; U5 A: R/ ~8 u! J0 o1 ]- G
๒. ไม่ลักทรัพย์+ o; D7 x" |3 ~
๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม (ผิดลูก เมีย สามี คู่ครอง ของผู้อื่น)& F9 `& E/ _" A% F7 q% }
๔. ไม่พูดโกหก- ~+ b0 {3 K" ?8 L* v! M
๕. ไม่ดื่มสุราของมึนเมา

1 I% d) G0 r4 c0 V( j/ B6 d5 i( ?: e
1 L: P$ o7 }) G' ^ศีล ๘ ประกอบด้วย
7 Z8 v1 T2 K1 e, @% T" |๑. ' H8 Q1 b1 _$ M" H
๒.8 v0 Y: e% D) E7 |
๓.
6 b, `9 p) v% V$ ]๔.
0 X4 v/ M9 t0 Z; y) q๕.% {+ F, g2 w. z
๖.
# H$ c; w$ P' ?( r/ O๗.+ f$ Z2 T( @# h% f! z9 w' j
๘.
5 k, R( F, E! c" d: t
" W/ f& X0 s3 J; m9 J
- นิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นขวางความดี)
( ^* f, f- X) f- H6 Fผู้ที่สามารถเอาชนะนิวรณ์ ๕ ได้ คือผู้ที่ได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำ หากขณะนั่งสมาธิ ไม่ว่าผู้ฝึกจะมีภาพร่างกายแบบไหน ง่วงมากๆ เพลียมากๆ ฟุ้งซ่านมากๆ หลังจากเริ่มนั่งสมาธิแล้ว อาการง่วง อาการโกรธ อาการฟุ้งซ่านไม่ปรากฏ นั้นถึงจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ฝึกกรรมฐาน ฝึกได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำแล้ว
$ ~- O( X0 ?. S
3 G6 {, f/ x! c8 W
กามฉันท์ คือ ความพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์
; q% D; P' ^. W+ _พยาบาท คือ การผูกใจเจ็บ หรือผูกอาฆาตผู้อื่น+ C; H& R1 ]1 O" m& k4 Y
ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน
4 M: u0 Z/ {  Z5 Qอุทธัจจะ กุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญ
9 F! w% l: g, ]# o+ j- u$ vวิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ

, \/ n# x! i2 v3 J- I$ e( w& ^
# `5 F/ h# q+ e3 g/ e* fอุปกิเลส (เครื่องที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ๑๖ ประการ)
& f: h  ~7 {6 ~# j2 Mผู้ที่สนใจการปฏิบัติทางจิต หรืออบรมสมาธิ ตามแนวของพระพุทธศาสนา ควรต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะนำมาซึ่งกิเลส หรือสิ่งที่ทำให้จิตใจตกต่ำ และเป็นเหตุทำให้" X. L6 |$ _' b* n* T' b
พลังจิตถดถอย หรือขุ่นมัว ฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติทุกท่านควรละทิ้ง หรือห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ แล้วท่านทั้งหลายจะพบกับความสุข ความเจริญก้าวหน้า
7 M/ R+ v. z1 w7 m8 v
๑. อภิฌาวิสมโลภะ คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน0 L. B& \1 K. s/ X9 J* v2 N
๒. พยาบาท (โทสะ) มีใจเดือดร้อน ความอาฆาต ผูกใจเจ็บคิดร้ายแก่ผู้อื่น: b" u4 g1 @/ ?3 X
๓. โกธะ ความโกรธ อาการกำเริบพลุ่งขึ้นมาในใจ จากความไม่ชอบนั้นๆ แต่ยังไม่ถึงกับบันดาลโทสะ
/ ~; w! N: s: h7 a) P๔. อุปนาหะ ความผูกใจโกรธ เพียงแต่ผูกใจไม่ยอมลืม แต่ไม่ถึงกับคิดทำร้ายเขา เพราะกำลังของกิเลสยังอ่อนกว่าความโกรธ) a4 r* A  p2 @( c& z1 D
๕. มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน คือ ใครมีบุณคุณกับเรา แล้วไม่คำนึงถึงคุณท่าน เป็นการลบล้างหรือปิดซ่อนคุณท่าน หรือความดีของท่าน
! V- ?, Z/ V# ~: g2 W  s/ [- v/ B/ R๖. ปลาสะ ความดีเสมอตัวท่าน เอาตัวเองเป็นใหญ่ แล้วไม่ย่อมให้ใครดีกว่าตน ข่มเหงรังแก; D! G* Q& Q- G& r! P( @
๗. อิสสา ความริษยา เห็นใครดีกว่าก็ทนไม่ได้ เกิดความขุ่นมัวในจิต กลั่นแกล้งเขาทำให้เสื่อมเสีย
( j  X9 R7 t" G0 n๘. มิจฉริยะ ความตระหนี่เกินกว่าปกติ ตระหนี่ในทรัพย์ ตระหนี่ในความรู้
" h' X& U9 _) }* {% }: ]๙. มายา มารยาเจ้าเล่ห์ แสดงออกได้ทุกรูปแบบ หาความจริงไม่ได้ หรือแสดงออกให้คนอื่นหลงใหล
" _* M( \/ ?" i. e  q, `7 u2 j๑๐. สาเถยยะ ความโอ้อวด หลอกหลวงเขา พูดจาเกินความจริง
0 ^! i5 Y. r6 {& E๑๑. ถัมภะ ความเป็นคนหัวดื้อ รั้น กระด้าง หัวแข็ง ไม่ยอมคนทั้งผิดและถูก- o" ]0 g3 ]: Q! L5 I. K' F
๑๒. สารัมภะ ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะฝ่ายเดียว ไม่ยอมแพ้' K$ J7 r# h2 v% U
๑๓. มานะ ความถือตัวทะนงตน
: U/ b3 l% Z3 `' }. g3 X" P) C๑๔. อติมานะ ความถือตัวว่าดียิ่งกว่าเขา ดูหมิ่น ยกตนข่มท่าน) L$ v9 H. k7 T6 }" O6 a  @
๑๕. มทะ ความมัวเมาในกิเลส เช่นบ้ายศ บ้าอำนาจ บ้าเงิน บ้าสมบัติ หลงยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น" H0 S7 T) B3 h( y- Z
๑๖. ปมาทะ ความประมาทเลินเลิ่น ปล่อยสติให้คล้อยไปตามอำนาจของกิเลส จนได้รับทั้งความเสียหายต่อตนเอง และผู้อื่น นักปฏิบัติทุกท่าน
0 h' P( R) n0 m' T- Aเมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ควรหลักเลี่ยงให้ห่างไกล หรือสละสลัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากกายและใจ เมื่อท่านทั้งหลายสละละทิ้งได้จริง เมื่อนั้นความสุขจะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
; ~3 v9 {$ Z% Eและเป็นความสุขที่แท้จริง

4 @' w  e$ W3 K: j2 E: @' s9 a
$ W* n7 @0 h& B9 t0 B, `' B: ^อริยสัจ ๔ ได้แก่
. z2 w* \* P3 s. S4 ^5 R2 X. V๑. ทุกข์ คือ การทนได้ยาก, v, w! t) d" F9 q5 s2 @
๒. สมุทัย คือ เหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์
, ]( \( r  P4 s% }๓. นิโรธ คือ การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความดับทุกข์ โดยการจะดับทุกข์ได้นั้นต้องอาศัย...1 J6 H" l: u4 b; t
๔. มรรคปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น และมีสัมมาสมาธิเป็น ปริโยสาน

; ]  z( z6 v- J: u& F
5 W* v* s, P5 [กฏไตรลักษณ์ ๓ ข้อ คือ( ]8 u; w2 ~- k
๑. อนิจัง ร่างกายและทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง  ?" {! o4 r8 t2 ~7 K
๒. ทุกขัง ถ้าไปยึดมั่นก็เป็นทุกข์9 x6 r! u. A6 [! q
๓. อนัตตา ในที่สุดก็พัง

, m1 E* R% D' X* t+ a6 U9 s9 C0 `4 Y8 d7 v& i8 b
  R1 k2 j$ p0 C+ d/ p
สังโยชน์ ๑๐ 6 }+ R0 T/ a) u1 |. a0 O) k
๑.
, S& J% ]* i! {+ T; B๒.5 e  m' t# |! y9 C
๓. ) J7 J8 _9 B+ E, p1 v: C4 S7 D/ b1 x
๔. 8 b  N% @' {. u1 q4 p, a1 U( }
๕.
' H2 u) ^1 X1 v# H: U* o๖.
/ f" z9 v: F" \7 y๗.
/ B5 N  D) b2 K% G; n๘.% y$ N$ O' @4 n* E1 V9 _% F
๙.   ^0 \7 r& g( m- A
๑๐.
" J, r7 B9 M. K* A. v9 B# s. x: N& t" i
บารมี ๑๐

+ u$ X! P2 T- U- I6 C. V๑.# I1 R; j' J8 d4 K2 c
๒.
( d8 ?& X7 A5 |) o, o6 ^๓.1 V# }3 R0 S+ N% |- p; Y7 w
๔.
3 o- x  C! @: D4 O% s3 G๕.$ t( m8 V, o' }) I; o
๖.) X; W4 @1 y% N( O* g
๗.
( L6 i) s4 o1 K9 D& x; Y6 i- W4 N๘.
0 f0 k; w6 @( ^) P/ K๙.
1 w! T7 ?2 Y- n3 ~4 d7 U๑๐.
: u/ r/ y4 u! D% P) ~
: E* F' |. n$ p: S0 V2 j, [
สังขาร ๓ ได้แก่' r2 B: s+ X4 o  W

; Z( V3 `  n+ R0 [2 |$ h! u* W, h
7 P; [* H* ^. o1 r3 K, f9 V
; G( y4 P, @* F' a

$ {# ?2 }: R! q1 ]กรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๗ กลุ่มประกอบด้วย3 ^. F! l' B4 V9 O
- หมวดกสิน ๑๐ (๑-๑๐)
% U$ E; V; v4 y" {; Z2 b: ?" L
- หมวดอสุภกรรมฐาน (๑๑ - ๒๐)/ w+ u& |: f- h5 y; r; B/ X
- หมวดอนุสสติกัมมัฏฐาน ๑๐ (๒๑ - ๓๑)

! O3 |0 U3 J2 F: @+ {+ m# Z- หมวดจตุธาตุววัฏฐาน (๓๒): e: W* X) v7 W
- พรหมวิหาร ๔ (๓๓ - ๓๖)# [1 \0 x) b" U( y% Q
- หมวดอรูปฌาน ๔ (๓๗ - ๔๐)# P8 }! p$ }; [8 {: |/ _' B3 O

! j( A. Q" S2 t% M$ e( ]! p1 L2 Bกามคุณทั้ง ๕ ได้แก่

1 E3 ~/ t( {) T3 P& d+ D, N๑. * P( y3 T( L5 H' `1 S- `
๒. 4 \& W. F4 B4 G
๓.5 {/ g( g$ Z3 F6 `2 s
๔.
8 P; C5 ^" _9 h/ ^0 E( o$ z๕.
! G2 m* j# G* C" c" }
+ y' G. g7 B" |# yกรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๔ หมวดได้แก่0 d3 C( I, n: D9 a/ F9 [! p
๑. สุกขวิปัสสโก) @4 J3 \! Z2 A
๒. เตวิชโช9 B! @' Q0 L5 d# ?7 H
๓. อภิญญาหก
- M$ \9 Q! N4 B3 V- \๔. ปฏิสัมภิทาญาณ

& W7 f8 ^. {: n1 L6 h8 Y6 p
* z' M! f6 ]! B0 k2 ?! T2 Fภวังค์ ๓ หรือสมาธิขั้นต้น ได้แก่2 ]. n' l5 d+ W' @( l5 W1 r6 C
๑." V5 [  w" \4 j! l! f
๒.
, N; C+ |, Z7 e6 \0 {5 `' H. I๓.
% c' w) ?: H9 p5 f2 p
, l/ D/ @( S/ \2 E' c! `รูปฌาน  ๔ ได้แก่8 t* A7 k  d( G1 s( v
๑. & T( G% l/ q; A6 }
๒.1 r  Z% A/ q. W: _/ j
๓.! |; R1 B8 o/ D
๔.
4 c; A, ]( o. Y. d" p, [! a0 m$ k: k$ Y0 R# ^& D
อรูปฌาน ๔ ได้แก่
: h/ S( p2 _0 C, ?) h; r๑.
; c3 M7 B7 [( H' d' _4 F/ N๒.2 U9 h6 G% _8 I
๓.
$ Q7 Z2 ^1 z/ S% @๔.
/ n9 F5 A% J5 i  J
' a! O+ w, N/ M" Bพิจารณาธาตุ ๔ ในร่างกายมนุษย์ อันได้แก่
# _  ?1 J1 h4 Z) d* g: T: g" }๑. ธาตุไฟ ๔& O+ K. Z' r" j+ W
๒. ธาตุลม ๖
" L; G# w7 Z  W6 f9 s! ^' B8 Q๓. ธาตุน้ำ ๑๒2 y& B' q$ M; t4 h# m
๔. ธาตุดิน ๒๐
8 q, ?, s, o* }
% g' [1 |- I& C' \ขันธ์ ๕ ได้แก่
  T/ B1 j, z3 {5 p9 }/ M, I* x# T7 H, _4 b. [0 t

Rank: 8Rank: 8

2#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
- a, K7 R# Y$ g
วิปัสสนาญาณ ๙, A9 P* i9 \3 {3 b
๑. 9 _  T( f, n% ~
๒.
5 {7 m, N. x3 @, `๓.# @; ]( u8 r, }1 R+ P* C- g
๔.: s9 ~: Y. W& C
๕.
+ D  K3 F- R* u  h2 [$ p2 M2 {7 w๖.# R: v! S  v* R- ], T
๗.
  V% b; M5 y# a๘.9 s) [2 V" I2 n9 ]- k1 x; L* p7 n
๙.

. x2 E* y/ M# M5 o! V' `' l! V & E2 q0 `' r6 F9 ^- \
ญาณ ๘4 ~' p! O/ V, O) b4 X4 g
๑.
: H; ?  S3 g- n( r# Q1 G8 q; [" m๒.# j* a/ U: R+ s
๓.4 ~3 K, B- E2 h( Y$ b6 E& I! a
๔.5 d/ m( M3 n* r# o6 C8 G
๕.2 p4 J4 l5 X% f: }
๖.
6 z" z- M! G& y๗.* C: j8 D4 O& N2 D4 `; R
๘.
4 F9 B. E/ G. p) v, L" d

3 Q" b% m4 c& }  Uปีติ ๕ ได้แก่$ T0 I* |+ u5 C9 Q- g- Q/ U( b
๑. 1 e: ?8 B2 H( ]* n8 Y
๒.
" n7 e: E0 @. G. x5 V$ N( O5 L๓.
- s7 `8 D' q- r& j: A* x, B๔.
7 e0 F( g3 Q& ~๕.
8 ~( X. ^* u2 C

( d; i' N" k+ f$ hมรรค ๘ ได้แก่
- }" f2 ], c5 |# q1 K  {๑. / `. ~- J9 {" O; u
๒.
$ N7 `7 W. T6 H& T9 x, E6 K๓.0 @5 C# R$ z, [% A2 I
๔.
* F# ^2 ^' U) ]4 B4 Y๕.* G$ l. B( N: p! i
๖./ t) {9 p# {2 e" M8 m4 [8 |" d
๗.6 f6 }2 D9 e5 b# n$ i
๘.

3 P4 Y% H* e+ A) Y+ A+ l! e
  W, L7 t) |( t; E4 D& u3 W( vอิทธบาท ๔
' V$ N& b- P! V8 @$ k๑. ฉันทะ มีความพอใจ1 l7 T9 ~3 k$ `1 [2 T6 o6 o* Q9 z
๒. วิริยะ มีความพากเพียรในการทำลายอุปสรรคไม่ถ้อถอย
$ Z. F  z' s1 B8 G" f๓. จิตตะ จดจ่อสนใจในสิ่งนั้น ไม่วางมือ4 L( p' s, q( T; N6 q' F
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ

! ^0 @! C3 ?& _0 V1 |, L8 g 9 E& o" H8 J* h' {4 I
จรณะ ๑๕ ได้แก่
# P# w$ M. Q2 l  _/ [/ ^๑.
5 S9 J" x3 L( S0 [5 V๒.
/ Q4 Y* E% M- x๓.
# w8 W3 \) _  t# U8 k๔.
( J* }) h- y9 J0 _. Z๕.
: T0 d) E5 i, a7 I: T. X๖.
$ h) c9 ]$ c$ E! R! C4 U5 b3 }๗.
5 @0 G  i, a$ t4 x  L7 H7 h๘.0 K/ \/ e# x% L5 f3 F
๙.0 z# X9 G/ \8 j4 p% d
๑๐.
( U+ T" c1 t7 Y/ b0 Z" X* b  c๑๑.
! o1 R& A& K$ f9 a# p  `2 {๑๒.
, f# D4 }& y2 ~2 Z5 R๑๓.0 h# q  C3 a' t4 L
๑๔.
% g" \& R7 x3 k๑๕.

" ^5 M8 P, w/ |5 @# A
/ j6 m9 {* m: F, ]  w% |โพชฌงค์ ๗ ได้แก่
3 f1 z- D( X4 G- r; {๑.
: N+ m: A; a0 }$ b9 ?9 T% S+ A๒.
, `8 V5 P9 k2 D& v) F/ ^7 Q๓. + e0 F" G- ^6 J
๔. ( V: K4 J: Q/ r3 @+ k0 ~0 Y
๕.0 \, {& V: v" c  Q  X) T  H* m
๖., D2 m: t: A; ^7 ~/ f. U
๗. 3 x! G. B; |3 D' c
๘.1 M; C0 ?7 f8 f& V
๙.
" o3 i1 `6 A3 u3 L0 I๑๐.

" d( O) i- v" E' y( j) @: J% y, I! a) D% F& S, J
จริต ๖. V( \5 Z& s7 h4 H: L1 H
๑.
' l9 ]( ^( C& |8 w๒.: K. A2 p. H& E/ B9 D+ K
๓.' y  |9 p8 j- ^" G2 ~2 d: W
๔.3 j' A  K% S; l# e) y
๕.8 B+ L3 Q' r. T: V
๖.
0 f  o; Y/ K' e  P9 e0 ?/ Q2 |๗.

- n  f# ^* K$ C: f8 `& s1 ~) g2 L/ B3 p0 {' w
ปลิโพธ ๑๐ (ความเป็นห่วง ความข้องในอารมณ์)
6 R( F, Q5 i, v๑. 3 s7 l2 Y8 H% {" s) G, v6 D
๒.
  u) x' g, h1 \; L๓.
- K/ ^+ \" w, J6 K8 E3 F# o/ ]% `* g๔.
; o) j7 I' P) H2 e# f! T$ T# N๕.0 h" {" x/ r: N7 p5 O" {
๖.
5 w- Y- d. ~) j- Z7 j๗.4 J5 d4 j: H7 n/ {* m
๘.
2 b3 k0 o! |# a( ]๙.
  J) I& Z- E' Q, f: N5 Y# I๑๐.& T. k6 Y+ R' N0 G
! s6 s! W8 o; B* y1 A

Rank: 8Rank: 8

3#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:02 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
+ f% }& q0 @$ K$ F0 x% O' k2 z
พละ ๕  k& ?3 t2 J! b% M; v. Z  R5 P4 E
๑.
9 a/ m3 ~- V- [4 F: N) j2 ]๒. 5 V. N/ _8 ^. B( I! w- D! w- T1 z1 R
๓.  i7 k0 A/ q! e5 M8 Y( }; V2 `
๔.
' ]' q, ?# n. s( C# H0 W5 i; ~๕.
6 [2 r: ~8 x, q* c3 z6 m1 b; P
, U$ X% K7 y* ~5 M

) a7 t1 S& z! e/ G: E3 O+ Fทีปนีกรรม ๑๒
+ \! S: r* |' W) J  W3 C๑.
; A- t$ ~9 X% `& Z( t5 @9 x$ ^, m๒.
4 L2 u3 q4 i$ x, c' q2 h; q4 ?๓.# u# Z' _) H+ [8 }
๔.
9 M6 u8 I% {: l3 o0 f3 ?( _" M  X๕.$ _* g; v" _, u# ]. x
๖.
' b0 A9 X+ m/ M( r& H๗.  K- w/ `8 z4 |+ l$ p% a
๘.8 ?1 x# c0 d  g- c; x# K
๙." @1 ?# }! E5 T: L0 d
๑๐.4 y$ x8 \7 I: C
๑๑. 6 o! P1 Z/ J, O# A
๑๒.
# b, Q6 V) g5 y9 }" a; B9 ^; ~0 O

* X) `) @4 @7 h+ k
& D" E$ s* i  [มละ ๙ (มลทิน ๙ อย่าง)1 w5 e  m+ t' f- F2 I4 R, _

" |. G  e& J$ ] ! R; S& ~5 {+ D  T! g2 E  g* G. {7 T
8 f* |+ v( ]6 M
อายตนะ ๑๒ คือเครื่องรู้ และสิ่งที่รู้ มีดังนี้, F. _$ e- I- _2 b9 v0 n& Q! _
๑. จักขายตนะ ประสาทตา0 ~: \* H2 {' @9 N# N
๒. รูปายตนะ แสงสีที่มากระทบตา
4 R( G3 V' w2 j3 K3 f  r9 u๓. โสตายตนะ ประสาทหู- l9 U+ J7 k) ~; D; B
๔. สัททายตนะ เสียงต่างๆ- A/ G8 Z6 N  ?+ S# F
๕. ฆานายตนะ ประสาทรับกลิ่น% |! [" V/ s) E# e$ C. t0 M. G! n
๖. คันธายตนะ กลิ่นต่างๆ
! {6 h& Q5 ~* b9 q: V' b6 H๗. ชิวหายตนะ ประสาทรับรส. l. b9 I3 c/ q, x' i7 W: I
๘. รสายตนะ รสต่างๆ
- \, w7 o0 ^: Y. d; ~3 o- f$ z9 E๙. กายายตนะ ประสาทตามผิวกาย
: b2 i& F- s$ c0 ~4 j๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่กระทบกาย0 `% C1 n; A+ Z7 U- C( p3 ^
๑๑. มนายตนะ จิตซึ่งเป็นผู้สัมผัสกับความคิด
  M3 V# s0 H2 w๑๒. ธัมมายตนะ ความคิด ความรู้สึกต่างๆ
) |: `3 H: S+ C8 U" o  @6 \

8 w$ W/ s: t  N% _5 r9 @: nอายตนะทั้ง ๑๒ นี้ แบ่งออกเป็น ๒ จำพวกคือ อายตนะภายนอก และอายตนะภายใน
0 Y$ |8 L# j! P3 j& e4 q
" b8 a5 ?  h3 u. g. w- Bอายตนะภายนอก คือ เครื่องรับรู้ ได้แก่ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ตามข้อ ๓ ๕ ๗ ๙ และ ๑๑ ข้างต้น)
/ v. ^- s1 C- c1 X7 h8 N( q , ]3 r- q1 y, B- o9 O
อายตนะภายใน คือ สิ่งที่รู้ เช่น รูป รส เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือ อารมณ์ที่มาถูกต้องกาย ธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ (ตามข้อ ๒ ๔ ๖ ๘ ๑๐ และ ๑๒ ข้างต้น)
0 B( v5 q9 j: j5 b3 u# m 2 D& L8 X4 f3 L& A) m

' Z/ ~; P# Y' d( r7 V  S* vความปรารถนาของบุคคลในโลกที่ได้สมหวังด้วยยาก ๔ อย่าง; [0 z4 i5 [7 F
๑. ขอสมบัติจงเกิดแก่เราโดยทางชอบ
5 Y( D' o' r$ h๒. ขอยศจงเกิดแก่เรากับญาติพวกพร้อง
, }+ _- y7 }0 _* l6 f๓. ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน! v, |( g8 H0 F
๔. เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์

9 n" q6 z: L. }  n" W7 n" G) L) ~ธรรมเป็นเหตุให้สมหมายมีอยู่ ๔ อย่าง/ B$ ?# U, L0 e/ |3 U( H

1 A! }, S1 d' Z; l+ T' m( b๑. สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา$ D( R+ V% u; Y# w
๒. สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล6 K; @, Q; M  s+ H
๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยบริจาคทาน
7 j( `8 w( A4 b$ T. Y0 ~' D๔. ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (เข้าใจเหตุและผล)
" g7 {0 v* X9 e+ ^5 `3 z

5 L: R/ g% w& U: Tตระกูลอันมั่นคงจะตั้งอยูานานไม่ได้เพราะสถาน ๔ ได้แก่: V. n: i  Z! W6 C* u
๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
7 @$ T* j9 j; ~/ N% u5 p4 Z๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า" n8 N* p0 r0 Q  f  k  i; [
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
" _! K% A" W$ v  r' q๔. ตั้งสตรีทุศีลหรือบุรุษทุศีล ให้เป็นแม่เรือน พ่อเรือน
0 O& G' b& Y  R/ P1 _+ n
/ b# ]- e8 z, i
ธรรมของฆราวาส ๔ ได้แก่
: a- l$ M0 d  I2 s! y6 M๑. สัจจะ ซื่อสัตย์แก่กัน& |+ p( U( _! h4 L. h* U/ ~# w
๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
9 Q$ T8 v! x* O) Y9 \4 D8 _๓. ขันติ มีความอดทน อดกลั้น. c- `1 @+ B) R$ ~
๔. จาคะ สละให้ ปันสิ่งของๆตนให้แก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
/ q3 v  t+ j  L

0 p& R, L. r3 T7 K  Nสังคหวัตถุ ๔ อย่างได้แก่ (คุณทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผู้อื่นไว้ได้)
2 l2 O5 Y. S4 b! ?  k/ M" l๑. ทาน ให้ปันสิ่งของๆตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
4 q4 k# Q6 O1 h1 V( i๒. ปิยวาจา เจรจาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน$ D, B, g; ?2 J* r
๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. h3 X/ b( @$ N
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว

. Y& Q6 `3 e% {  X- \0 w) x9 m
' M: g9 O, H% `# q! U# zสุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง ได้แก่
! f5 S* E" p1 E" {  S: G# x๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์
9 k+ a6 d5 H. h7 [" z5 P  K" {๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค
# V% L, ?: e+ S! ~, z๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้: ?( l! y) W- O
๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ9 z: m* p1 C! K3 |; ]3 M

/ A7 m/ j- R! P& A

Rank: 8Rank: 8

4#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:05 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ
' g2 t* X- y. n$ x7 h5 e2 g& D4 o6 w, c  [- Z+ r; @. l2 \
บุญ กิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำต่อไปนี้

$ z3 i$ p6 S7 d% W# x" m: ?๑. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม
0 f4 K6 f5 U; I
4 O) S, W! Q2 @6 O: A$ I; K; I๒. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (ศีลมัย) คือ การตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็น ศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือศีล ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด  ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการได้แก่ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม
/ a: z% p' F5 {4 b
* W" @2 U( L9 |& M๓.
- |7 v1 ]/ E# i8 z) c๔.- ~" \$ G$ ^2 [' ~6 `* b2 t! Q
๕.
' m/ i  \, K/ H5 x/ W  h2 X# c6 m๖.
$ X. z# q. ?- ^. s$ e๗.
+ n/ n9 F" I. k# O0 e- u๘.; H, l1 q9 Y5 \8 ?
๙.6 m* E2 j" f% I( O7 q; l9 N& f
๑๐.
6 L" m# }# Z7 S, k/ J

. f% A7 v" q) U1 {+ t% Z2 Aและให้ศึกษาปฏิจจสมุปบาทมาให้เข้าใจ ) J" n0 {6 P$ j2 K% U  L8 ]5 F
รูป นาม วิญญาณ
; _/ ^0 x) l% h% S: X7 t0 lภพ - ชาติ( w2 p1 F, z. G5 i
เสขะ อเสขะ
+ r: ~6 ~' ~' W. Q& B7 k0 M

2 y$ b, d/ ^( }% ~& w! r0 l, g0 W***ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะออกข้อสอบวัดผลความรู้ด้านปริยัติ นักเรียนอภิญญา มีทั้งอัตนัย(แบบมีตัวเลือก) และปรนัย(ข้อเขียน อธิบายมาให้มากที่สุด)
, ]: b% R6 P+ Q) N

Rank: 8Rank: 8

5#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-8-5 20:21 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตอบกระทู้ มารน้อย ตั้งกระทู้
4 z; _" F! v" d2 n2 J! r, G
+ f( U, v  m7 v' {/ V! Y5 w: T
/ `4 r4 S& l/ X4 ~. L& k2 J
: c/ D" v, D$ D& Sตัวอย่างที่ยกมาของ "ท่านพระโปฐิละ" เป็นตัวอย่างของพระที่มุ่งศึกษาแต่ปริยัติอย่างเดียว จนเกิดทิฐิมานะเกาะกินใจ ว่าตนเป็นผู้มีคนศรัทธามาก และไม่สนใจเรื่องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลอย่างแท้จริง
2 C( a- d* p$ Q6 D+ G+ N7 |7 x7 g# S: e/ K
! r9 B2 g$ @/ t
แต่ในเรื่องของการฝึกฤทธิ์อภิญญาแล้ว มันค่อนข้างจะต่างกัน เพราะในกรณีของท่านอาจารย์วิเชียร ที่จำเป็นต้องให้มีการศึกษาธรรมให้เข้าใจก่อนนั้น มันมีที่มาที่ไป คือ.....
! d1 |* E/ Z9 Y' B
. Q# Q8 v2 m5 a( c& k" K: p8 R7 p) B7 E) `2 H' G3 j
๑. เคยมีลูกศิษย์ฆราวาสท่านหนึ่ง มาขอเรียนอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์วิเชียร แต่ด้วยความที่เขาเน้นแต่ปฏิบัติเพื่อให้ได้เกิดฤทธิ์อย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องการศึกษาหลักธรรมเลย
* ?9 d0 |' A" |# }
7 `5 i# w4 t; i3 A+ g3 Xผลลัพธ์หลังจากที่เขามุ่งเน้นแต่จะเอาฤทธิ์ก่อน คิดว่าธรรมะไปศึกษาเอาตอนไหนก็ได้ เมื่อเขาสามารถฝึกพลังจิตจนสำเร็จแล้ว จึงเป็นเหตุให้ลูกศิษย์ท่านนี้ไปเป็นพนักงานอยู่ที่บ่อนการพนันฝั่งลาว มีหน้าที่ในการใช้พลังจิตเพื่อให้คนที่ไปแสวงความร่ำรวยเสียเงินหมดสิ้นเนื้อปะดาตัว เพ่งแกนสล็อตเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน ฯลฯ พร้อมกับทำผิดศีลธรรมทุกชนิด ก่อกรรมทำเข็ญมากมาย และสุดท้าย อภิญญา ๕ ที่ได้มาก็เสื่อมหมด
/ D2 e/ e1 w+ Q* n( f: N
; }% |5 `, q2 ]ด้วยเหตุนี้คนที่จะมาขอฝึกอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จึงต้องตั้งกฎใหม่ว่า ลูกศิษย์ของท่านทุกคนจะเป็นต้องเรียนรู้ธรรมะให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าศีลแม้แต่ศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ ยังถือไม่ได้ก็ไม่ต้องมาขอเรียนอภิญญา " L* c8 c5 |5 r' R
  a, @4 p: i, ]: g- s! I8 L) }6 ~
- q9 X8 v4 s5 m  W
๒. ส่วนธรรมข้ออื่นๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมให้ลูกศิษย์ฝึกอภิญญาง่ายขึ้น เพราะสิ่งสำคัญของลูกศิษย์ที่จะฝึกอภิญญาสำเร็จ คือ ต้องมีความเพียร มีความอดทน อดกลั้น (อิทธิบาท ๔) ไม่ย่อท้อต่อการถูกทดสอบต่างๆนาๆจากเทพพรหม จิตใจต้องแน่วแน่ เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อพญามารและกิเลสตัณหาของตนเอง และต้องทรงให้ได้ซึ่งความ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาพร้อม (พรหมวิหาร ๔ + ศีล ๕ )5 A9 S; }1 k( W0 [* S( Q0 y
% ]; L7 B; \, @. u* }! |& O
๓. ส่วนปริยัติข้ออื่นจะอธิบายในเรื่องอาการของสมาธิที่จะเกิดขึ้น ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงอรูปฌาน รวมไปถึงขั้นตอนของการวิปัสสนา เพื่อปูพื้นฐานให้ลูกศิษย์รู้ว่าหลังจากได้อภิญญา ๕ แล้ว วิปัสสนาตัวใดที่เหมาะกับจริตของตนเอง การรู้จักใช้วิปัสสนาที่ถูกกับจริตของตนมาร่วมด้วย เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถยกระดับจิตของตนไปสู่ อภิญญา ๖ ต่อได้ในที่สุด (เช่น การพิจารณาอาหาเรปฏิกูล และมรณานุสสติ เพื่อให้มีพระนิพพานเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่จะไป)
4 z6 B3 R* e# a
; J" [; ~/ ]; ]- w3 ^/ K
และอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ลูกศิษย์จำที่ต้องศึกษาปริยัติไว้ล่วงหน้าก็เพราะเวลาที่ลูกศิษย์ไปสอบถามระดับกรรมฐานหรืออาการสมาธิของตนกับท่าน เมื่อท่านอาจารย์ตอบมาเป็นภาษาบาลี (เช่น ได้ถึงขั้นตติยฌาน หรือขั้นทุติยฌาน อรูปได้ถึงขั้น....)  ตัวลูกศิษย์เองจะได้มีความเข้าใจทันที ว่าตนเองพัฒนามาถึงขั้นไหนแล้ว
: h* }$ _+ V$ B% c- v1 d5 I
4 s, w# L! O8 x๔. ที่ท่านอาจารย์ให้ศึกษาปริยัติก่อนนั้น ท่านไม่ใช่บอกให้ศึกษาหมดทั้ง ๘๔๐๐๐ ธรรมขันธ์ แต่บอกเพียงให้ศึกษาเป็นบางข้อที่นักปฏิบัติที่ดีจำเป็นต้องรู้ไว้ เพื่อลูกศิษย์ของท่านจะได้เป็น คนดีของสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี, G0 [" s& [# M- q% q# s
6 s: U' Z' D3 ^1 F4 U
๕. ท่านอาจารย์มักพูดเป็นนัยบ่อยครั้งว่า ปัจจุบันนี้ผู้ที่มาขอฝึกอภิญญา ส่วนมากที่ไม่สำเร็จกัน เพราะมักมาด้วยความโลภ อยากได้ฤทธิ์และอยากเป็นผู้วิเศษ อยากมีชื่อเสียงได้ศรัทธาจากคนหมู่มาก ซึ่งท่านอาจารย์เองก็รู้ว่าหากคนเหล่านี้ได้ฤทธิ์ไปแล้วจะนำไปใช้ในทางใด ท่านอาจารย์จึงจำเป็นต้องชำระล้างจิตใจลูกศิษย์ของท่านให้สะอาดมากพอเสียก่อน นั้นคือการให้ศึกษาธรรม และให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่เช่นนั้น ถ้าปล่อยให้ฝึกได้ไป มันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาอาวุธไปใส่มือโจร
6 C' q& u% k9 d' t  ^) J7 _. W) Y2 |2 _! A; w  I
๖. พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีสอนปรยัติก่อนที่จะสอนกรรมฐานให้ทุกครั้ง ถ้าสังเกตุดีๆ ก่อนที่ลูกศิษย์จะเรียนมโมยิทธิ ท่านจะบอกให้รู้จักการถือศีล ๕ และ ศีล ๘ จากนั้นก็จะสอนให้รู้จักกับการตัดสังขารร่างกาย สอนให้พิจารณาความตายก่อนทุกครั้ง ไม่ให้ยึดติดสิ่งสมมุติใดๆทั้งหลายในโลก เช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกทั้งสิ้น จากนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงค่อยสอนฤทธิ์มโนมยิทธิให้ เพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านนำวิชามโนมิยทธินี้ไปใช้ประโยชน์เพื่อความบรรลุมรรคผล ไม่ใช่นำวิชาของท่านไปใช้ในทางมิชอบมิควร ใช้ฤทธิ์เพื่อสนองตัณหาตนเอง ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่น
9 o0 i  c: \9 n3 [" R% X; e
‹ ก่อนหน้า|ถัดไป

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2026-6-4 22:09 , Processed in 0.069408 second(s), 15 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.