แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 10039|ตอบ: 4
go

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา [คัดลอกลิงค์]

Rank: 8Rank: 8

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา# G% R6 w6 Z$ r5 `$ M- G6 T
. K- i& [1 O9 C! `3 {
เพื่อในการปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นไปอย่างก้าวหน้า นักเรียนอภิญญาทุกคนจะต้องศึกษาหลักสูตรปริยัติให้เข้าใจเสียก่อน นักปฏิบัติที่เน้นแต่ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเดียว จะเจริญก้าวหน้าในสมาธิได้ช้ากว่า นักปฏิบัติที่ศึกษาปริยัติมาจนเข้าใจแล้ว ค่อยมาเน้นการปฏิบัติกรรมฐานทีหลัง เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ การศึกษาปริยัติเปรียบเสมือนเป็นการศึกษาแผนที่นำทาง ; k& K2 X$ W2 }" `7 t2 B

" ]9 g8 E1 H$ aก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติ นักปฏิบัติควรทำความเข้าใจกับเส้นทางที่จะมุ่งไปเสียก่อน ควรรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดข้างทางบ้าง สิ่งใดที่จะเป็นอุสรรคขัดขวางการเดินทาง และจะต้องผ่านด่านทดสอบจิตใจอะไรบ้าง ) F. j8 o2 S4 s6 I, _1 J

- X5 Y& D% L* n9 [! @6 B6 Uแผนที่ปริยัติถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักปฏิบัติรู้เส้นทางที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางที่ตนมุ่งหวัง และรู้ถึงสิ่งที่ตนจะต้องประสบล่วงหน้า รู้ที่จะเตรียมใจที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ เพื่อให้ได้สำเร็จอภิญญา 5 และ 6 และบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด (เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย หรือเส้นชัยของนักเรียนอภิญญาทุกคน)
  x6 r7 A& F: j0 j/ [& A
! X* \  C; {# |) Dปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธคืออะไร?5 q0 y4 m3 k, K
% [7 M; H/ R& j- i; T2 v
ศีล ๕ ประกอบด้วย% K7 x+ t+ l) \; x$ S
๑. ไม่ฆ่าสัตว์
0 o) q* h8 P1 _! s$ d/ W6 h( u๒. ไม่ลักทรัพย์
1 ?- n8 {1 x% E๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม (ผิดลูก เมีย สามี คู่ครอง ของผู้อื่น)
2 X' {6 D, p( @# D2 G๔. ไม่พูดโกหก) m* o9 m, z8 Q! }. g3 Q- f
๕. ไม่ดื่มสุราของมึนเมา
$ D( ~  T) Y7 Z& Q! a9 h$ v
0 q) N4 e5 a  l1 O
ศีล ๘ ประกอบด้วย
. a" `1 x' A, A๑.
( q: v9 `  N7 X0 l  m7 _; s/ {๒.
- H3 e# v  [% S/ S9 R1 }๓.
7 C7 _2 f; |, q4 Q2 u+ o๔.
6 Y/ h8 T( a' h" @" ^' l๕.9 ?7 W5 K* }- L  F4 @- I1 p
๖.+ A  T, ]! H/ R# I8 I+ {
๗.* n: A% R8 g/ B& Y$ }" i, o
๘.
! i+ [2 S3 O$ z6 ]' d+ q$ F
5 l2 j% \9 c; e* N$ G7 P0 X
- นิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นขวางความดี)$ Y$ B4 m+ b6 a: L& p
ผู้ที่สามารถเอาชนะนิวรณ์ ๕ ได้ คือผู้ที่ได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำ หากขณะนั่งสมาธิ ไม่ว่าผู้ฝึกจะมีภาพร่างกายแบบไหน ง่วงมากๆ เพลียมากๆ ฟุ้งซ่านมากๆ หลังจากเริ่มนั่งสมาธิแล้ว อาการง่วง อาการโกรธ อาการฟุ้งซ่านไม่ปรากฏ นั้นถึงจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ฝึกกรรมฐาน ฝึกได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำแล้ว
# Z7 c7 k8 T' t& r
5 X2 x! h* Q4 f! m0 R
กามฉันท์ คือ ความพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์( g3 c  i& U9 c) F
พยาบาท คือ การผูกใจเจ็บ หรือผูกอาฆาตผู้อื่น
, G/ [2 I# C; {4 G/ Iถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน
( H7 f& }( _; ^! Tอุทธัจจะ กุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญ
5 B+ R+ Y3 d4 e' P# m1 rวิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ

: s) h0 x5 H* H
. |1 ?/ t% T- k& J# _2 Qอุปกิเลส (เครื่องที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ๑๖ ประการ). ]8 ]3 \. b7 n/ @
ผู้ที่สนใจการปฏิบัติทางจิต หรืออบรมสมาธิ ตามแนวของพระพุทธศาสนา ควรต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะนำมาซึ่งกิเลส หรือสิ่งที่ทำให้จิตใจตกต่ำ และเป็นเหตุทำให้4 u! @6 R$ q8 m" c4 d& L
พลังจิตถดถอย หรือขุ่นมัว ฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติทุกท่านควรละทิ้ง หรือห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ แล้วท่านทั้งหลายจะพบกับความสุข ความเจริญก้าวหน้า
6 K% u8 J2 S6 }# L
๑. อภิฌาวิสมโลภะ คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน
+ V! R: i2 G2 P2 }๒. พยาบาท (โทสะ) มีใจเดือดร้อน ความอาฆาต ผูกใจเจ็บคิดร้ายแก่ผู้อื่น
6 x+ A. H: ]# [5 J, Q# G๓. โกธะ ความโกรธ อาการกำเริบพลุ่งขึ้นมาในใจ จากความไม่ชอบนั้นๆ แต่ยังไม่ถึงกับบันดาลโทสะ7 Y) K# m7 F) B
๔. อุปนาหะ ความผูกใจโกรธ เพียงแต่ผูกใจไม่ยอมลืม แต่ไม่ถึงกับคิดทำร้ายเขา เพราะกำลังของกิเลสยังอ่อนกว่าความโกรธ- ]% Y7 K# `9 b( `. `6 d
๕. มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน คือ ใครมีบุณคุณกับเรา แล้วไม่คำนึงถึงคุณท่าน เป็นการลบล้างหรือปิดซ่อนคุณท่าน หรือความดีของท่าน
+ M0 ~: [' x6 `8 c* @๖. ปลาสะ ความดีเสมอตัวท่าน เอาตัวเองเป็นใหญ่ แล้วไม่ย่อมให้ใครดีกว่าตน ข่มเหงรังแก
, o  @7 M, Y) D๗. อิสสา ความริษยา เห็นใครดีกว่าก็ทนไม่ได้ เกิดความขุ่นมัวในจิต กลั่นแกล้งเขาทำให้เสื่อมเสีย" g1 |% L$ a/ N9 C! a8 L5 L+ t( F
๘. มิจฉริยะ ความตระหนี่เกินกว่าปกติ ตระหนี่ในทรัพย์ ตระหนี่ในความรู้3 m# `: O9 w& o- o9 R" w
๙. มายา มารยาเจ้าเล่ห์ แสดงออกได้ทุกรูปแบบ หาความจริงไม่ได้ หรือแสดงออกให้คนอื่นหลงใหล
% T+ y1 f% \6 T0 B) T8 ?# d๑๐. สาเถยยะ ความโอ้อวด หลอกหลวงเขา พูดจาเกินความจริง; r6 J7 w+ }! f8 l
๑๑. ถัมภะ ความเป็นคนหัวดื้อ รั้น กระด้าง หัวแข็ง ไม่ยอมคนทั้งผิดและถูก( S: L5 [" \( L2 L% p* y
๑๒. สารัมภะ ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะฝ่ายเดียว ไม่ยอมแพ้
! [2 _+ W- c7 V๑๓. มานะ ความถือตัวทะนงตน
! o/ R: X1 b" N& B. ^" T# N๑๔. อติมานะ ความถือตัวว่าดียิ่งกว่าเขา ดูหมิ่น ยกตนข่มท่าน( U- Y3 T- q0 v/ m! U
๑๕. มทะ ความมัวเมาในกิเลส เช่นบ้ายศ บ้าอำนาจ บ้าเงิน บ้าสมบัติ หลงยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น$ G& Y+ O0 X. d& C' v
๑๖. ปมาทะ ความประมาทเลินเลิ่น ปล่อยสติให้คล้อยไปตามอำนาจของกิเลส จนได้รับทั้งความเสียหายต่อตนเอง และผู้อื่น นักปฏิบัติทุกท่าน 3 T* x4 l5 W0 t) z7 C6 Z
เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ควรหลักเลี่ยงให้ห่างไกล หรือสละสลัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากกายและใจ เมื่อท่านทั้งหลายสละละทิ้งได้จริง เมื่อนั้นความสุขจะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง% k. x1 E+ W. G, r- [
และเป็นความสุขที่แท้จริง
- x* v* q! }. e/ P8 w; r
3 Q$ ^) b2 n5 J9 N% o) s, P% m% K
อริยสัจ ๔ ได้แก่
. L% _; u( h5 `. H6 p/ T๑. ทุกข์ คือ การทนได้ยาก
6 @3 I6 @7 z/ T, p  S( E๒. สมุทัย คือ เหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์
$ ~# D4 h! q! p" _* J! U๓. นิโรธ คือ การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความดับทุกข์ โดยการจะดับทุกข์ได้นั้นต้องอาศัย...
0 R' o+ u2 v: p, N6 U๔. มรรคปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น และมีสัมมาสมาธิเป็น ปริโยสาน
$ }; d3 h5 K7 n- H- O# e1 t
! ?6 [: ]2 m) ?+ M: C# d
กฏไตรลักษณ์ ๓ ข้อ คือ
( S  W+ T" H9 m) h1 X9 z๑. อนิจัง ร่างกายและทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง
1 K! w8 H4 j' E, M. T$ v- t; T๒. ทุกขัง ถ้าไปยึดมั่นก็เป็นทุกข์
) o9 E- h. ~0 _0 a๓. อนัตตา ในที่สุดก็พัง
0 K% Z6 x8 ?3 I3 U0 q

& Z( s. [6 r% Q2 W6 A; W7 p) T$ `1 v" _! _) c" S+ \7 S  X: t
สังโยชน์ ๑๐ 0 b7 S7 A1 Y+ m
๑.( R* {9 D+ z% v3 J% R6 a
๒.  ]+ q, q: ^: J3 }+ w7 t
๓. , M& l* N  j0 i8 @/ h6 g7 B
๔.
4 |$ g! S2 x1 q; M# L  x๕.
! p4 ~2 a+ R1 Z8 u2 h* n$ z7 h$ U1 X๖.
, X* s0 l: c: V' d๗.
3 }: B% w% s4 z! i9 Q๘.
1 V; n: X6 P# d! }4 r๙.
% B7 }  ?+ ^& O, K5 V" D๑๐.
5 R3 J$ o& J) g  ]# [+ E* W
: V) c5 S- R( o* o& D. v0 b1 hบารมี ๑๐
3 q; I2 P( C  O) ^" p- A: d
๑.
1 x: C0 ~+ U* a3 E: o2 }: X๒.; x4 X. k9 |/ D# X4 y2 ^. ^2 n
๓.
/ l: u* P% [9 I1 W๔.; }, c7 P0 D, n: U" W, K
๕.; [5 v7 p" o. u' {% u
๖.* d0 D- j  e: M, A
๗.
1 i( Q5 {6 j4 l! C# ~5 |2 B/ S& B4 v๘.
: l, X' ]  T9 M& B: a% |$ K. ]๙.
3 l! b+ ?" s2 C  m8 g: r๑๐.
/ i3 D5 S, ^0 J  B% l9 O
- v* h- D  t; a$ ]% P: s
สังขาร ๓ ได้แก่+ `4 Q* S$ C" p% w; Z2 w( J8 x/ X

% j% |' p  m; y  y4 S7 K7 w1 v# C( w& `2 J" q- F, p) u

8 ]6 K7 J6 n5 P/ l) _/ W3 l* W6 Y( Q
! t& ?7 Y% b9 I5 G0 q6 z* S
กรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๗ กลุ่มประกอบด้วย
4 V6 d0 P5 \/ J/ W6 s3 D% ?4 f% {- หมวดกสิน ๑๐ (๑-๑๐)
7 a9 d5 e; M2 J8 g& o/ ?* q" J+ w
- หมวดอสุภกรรมฐาน (๑๑ - ๒๐)" [& h$ _  O9 X1 f
- หมวดอนุสสติกัมมัฏฐาน ๑๐ (๒๑ - ๓๑)

( ]: p6 Q2 s  F3 P4 n- หมวดจตุธาตุววัฏฐาน (๓๒)
! J* W9 J/ X+ q+ y9 s: q& q- พรหมวิหาร ๔ (๓๓ - ๓๖)- s2 F) t% h, s3 j- U
- หมวดอรูปฌาน ๔ (๓๗ - ๔๐)
" F0 X) ?, `7 N) h. l: f  Y2 o
3 B6 ?. j' A+ X, k5 i0 eกามคุณทั้ง ๕ ได้แก่

& @5 m/ h8 r# f/ [, G๑. ; K% ~4 L8 G" b5 Y& S% {7 {
๒.
8 H0 R3 h( K, i8 x4 O๓.* q; ^# Y, L0 G$ h
๔.
' U& T: z8 x8 D1 y๕.
3 |" G# }* R, G8 Z! j( e$ Z9 B; \& F5 k" j; D' c
กรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๔ หมวดได้แก่
% y( J. C2 e  P2 E: E( g. ?๑. สุกขวิปัสสโก
2 F% J+ J. r3 y, G4 Y" K๒. เตวิชโช
5 H8 {" [. D" [๓. อภิญญาหก
0 _& J  {0 `9 d& a8 F" h6 ^๔. ปฏิสัมภิทาญาณ
9 l* b1 Y: C5 G) _" c6 r

4 e! U/ v, @9 F) H; wภวังค์ ๓ หรือสมาธิขั้นต้น ได้แก่. r, p2 w% F( F% j
๑.0 x) O7 I7 ~. M4 Q# g
๒.
$ T( l' P6 R9 i* C๓.
0 F1 ]9 o0 T$ ]9 V3 ^2 V5 f- u
+ M: [6 l+ B! ?รูปฌาน  ๔ ได้แก่
  D; }3 d5 y% |: e9 o* ?๑. 2 D9 N( V, B% ~( |% F
๒.
/ r  f9 G$ t/ U& R๓.
6 R6 n: _$ \/ Y+ D6 f๔.
; [6 m2 N: y1 h+ P4 [3 T( N; X" T5 q4 u6 s
อรูปฌาน ๔ ได้แก่- K1 @/ Z+ P6 v
๑. ' l8 F" \# F* y. g2 U
๒.: h! u3 a) P( F! F! }. a
๓.  n% D& |  V2 \
๔.
  E8 c( m4 U2 L' V; Z' O; n  A
+ J6 ^& \9 w  |6 m- B& w3 Q6 sพิจารณาธาตุ ๔ ในร่างกายมนุษย์ อันได้แก่
/ E! u+ a# D- g. i๑. ธาตุไฟ ๔
3 J+ Q+ @: b- a! u5 `- J" |2 i๒. ธาตุลม ๖
- q5 y4 G: j" Z4 C* {# i๓. ธาตุน้ำ ๑๒
% q: x7 j& a0 c& }: g๔. ธาตุดิน ๒๐ 9 H: l, M; |! r

& Z8 S: n: L# }* O+ _: Jขันธ์ ๕ ได้แก่
3 D1 H- M+ `- r4 e& E
% V$ P# k  s# e* `6 J& n. q. k5 p7 L( N

Rank: 8Rank: 8

2#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

- `: L$ V) F8 D' O' T) Qวิปัสสนาญาณ ๙
4 X- T' j# @$ p๑.
% F1 Q+ \( J3 \' G4 t  z7 z๒.
$ i0 x& g, S" h+ v& |8 B+ t๓.+ a, u0 H: \2 w0 E
๔.6 ~$ h$ V1 x9 y/ n0 X' s: d! |
๕.
. m" _+ }: E: ]! L๖.; A0 ]: @/ ]* c
๗.% N: G: T9 y5 G
๘.0 I6 w- H& K( L* |& \) Z
๙.
" o0 `2 h: r2 @9 h

3 C6 S- G) K9 M, V; ^0 [8 p% n- Kญาณ ๘
' B9 O( T( ]$ F6 h; V๑.
- \; ^  J) D( d1 `6 U1 _* S' Q6 E' _๒.
3 C: g" V( t1 U' g' f, ]& b# L๓.+ \' f' {$ t  h7 h" t5 F
๔.
: ?# c: i. t8 ^$ c7 L5 Z๕.
/ Z: Z  f& m, Q/ ]๖.) W. n0 J7 Q. @' r* Y4 I
๗.- q' d$ U5 v, `* W$ l, v
๘.

/ D+ p0 F/ o- |3 [2 V8 D! j4 B 6 b$ q6 t8 t' {+ N1 S& _
ปีติ ๕ ได้แก่' D& D2 G$ g, @9 h* u5 N- O
๑. % n2 v1 F. O0 q* i$ _
๒.
2 T; a0 x& e3 W+ p& A% ^3 y๓.4 ^" n! ]$ o5 s; T; H9 j4 M
๔. ( f2 I4 M2 E- s8 ^* o. l
๕.
" K+ M  W6 i5 A% j

; {/ s& P4 h. h0 X* I6 q9 Iมรรค ๘ ได้แก่
1 r7 W) w1 ^3 |( t& i( c๑. 4 Q& I: p& \; V) U2 L( [
๒.
6 A, M' t  s& S: ?๓.
! z6 A9 W) ^% @  ]๔.
- M! x5 Z- S4 J% P3 ~9 z) B๕.% P  Z/ A0 Z, Z  O& ^
๖.0 k2 J* n7 [' }+ K9 y( g
๗.: @3 k: M; k7 h2 K4 k
๘.

9 J8 f# B. B' z6 Y. w1 K ) D# x# K9 G7 k6 _
อิทธบาท ๔
0 |6 [! ^* W: q+ h  `0 q- R: ?6 g๑. ฉันทะ มีความพอใจ- b% S1 a# l- e; j
๒. วิริยะ มีความพากเพียรในการทำลายอุปสรรคไม่ถ้อถอย% t5 h5 U. L- c5 U0 S7 N4 m1 `
๓. จิตตะ จดจ่อสนใจในสิ่งนั้น ไม่วางมือ6 g" r% r( D% u( X; r+ I
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ

" Q$ S9 U( |& E& r3 o6 ` 4 i* J" X) C$ t; C
จรณะ ๑๕ ได้แก่
" Q3 H+ U$ A  A% J& N๑.
' x# K/ ^$ \1 d$ M๒.
' y4 b7 p" F/ K) i7 J$ Z! d# Z6 U* n๓.
/ [$ O$ ?0 G4 h# F๔.
8 y6 ~: N9 K1 y$ l๕.
/ t5 a# T& B2 E9 @& h& c8 t๖.
; o) T' K7 |+ {/ V( h๗.6 i+ t2 T6 `( S$ r, y. d
๘.9 `3 w9 U* O3 A# I3 O5 U: O* {2 T
๙.& b2 r) J2 R9 ^1 h8 _
๑๐.
7 A  [0 _) |3 r: b. A& W% n๑๑.' g: ~0 a% \+ o$ A
๑๒.
+ I5 e: j2 X: ?6 b+ i6 i6 E๑๓.
: i' d8 ~6 s& j4 u' A' X๑๔.
0 l- {& H: f9 O- L6 f# I๑๕.

& s, f; I' `! Y' A# v) e1 I( R, Y 9 n$ h( v2 k) k- l1 `
โพชฌงค์ ๗ ได้แก่
- O  q, G  }0 X; \! `๑.
7 m9 i6 q  M# ?& k; V9 |๒.
+ |2 B8 T1 m' r6 s. q. |๓.
  f! M) X6 s% @  u4 }๔. . e. I; |5 k  y) j8 w- a
๕.
2 T2 D& V# b- j3 y- I1 x๖.
3 W1 u2 A% a: q( y/ Y" X: _๗. & N' u  A0 i* z, v! [9 y4 Y! @) g# l5 n
๘.
! o. f7 M; s( l" P, U2 s; E9 [๙.
& L( `9 k! U) }0 z๑๐.
( N( t" a& }3 u4 r, k, [

' T) O% V) y) t! sจริต ๖& ]7 S! z4 a  P3 {: k+ W, \% ]
๑.- U; N; Q0 l/ Y1 s; ^4 g, z
๒.% h5 N: z; J+ E, z# m
๓.
  Q; n: J0 m: g4 u5 z( C' R& a" N๔.
8 j: J2 e1 S/ z2 h' Q& i# |๕." e( J9 Z. H: b( Y4 S# i
๖.* d/ b+ X0 A2 S/ g  N
๗.
/ m  ?; D% M; P' E

/ F- ?9 A. J$ Z5 c, P* }8 Xปลิโพธ ๑๐ (ความเป็นห่วง ความข้องในอารมณ์)- a' `7 B& a8 d3 H% u
๑. - i) _/ m3 i6 a& |- e
๒.$ k+ i6 f5 k2 \1 ^# [9 \
๓.7 h- g8 @3 u; u% Z2 {
๔.
% X9 ?- m0 l( S3 @0 b/ u) L$ g๕.4 k; `' Y+ k) E9 M
๖.0 e" W; h2 Y* `2 V5 Q
๗.
0 g6 y! ]2 _) E& b3 I5 m! t1 e๘.4 C- |' m* D  i( l% f# E
๙.& e, |7 l, I& o: g# w+ C7 c
๑๐.
6 i$ `6 N( |7 I
6 a  z9 m7 E( O: A- E; s

Rank: 8Rank: 8

3#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:02 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

/ v! |# U+ _  Iพละ ๕
) Z3 ^# _3 J5 J& C9 C๑.
, R, u2 K+ S" ?7 `! m8 l8 r5 X๒.
1 Y. j3 ~2 ?. ]9 O' g; e๓.) A* x; |0 r$ ]$ U+ w1 G) X- _
๔. ( T1 v" O& m/ u5 @# W
๕.

( F5 y3 n& v5 U& u- t$ h0 |
2 R2 e4 ?# {- u3 Z7 P+ N, @' ^
% b# {& V, F8 R) v* Mทีปนีกรรม ๑๒
$ G$ f3 ~5 D$ [* O0 f' D& {๑.
1 N% A6 i9 C% R( o๒.
, Y3 t4 n0 n' i+ @) y4 x๓." V4 j7 E2 w$ C8 R" `
๔.6 ?$ \; s4 _1 w% G6 v8 h% i0 m
๕.4 g4 y/ S9 ?; h/ h. N4 {
๖.0 u- Y6 i4 P1 i. x" d
๗.
6 ~% X1 m) o! Y, i0 X# c* H๘., L9 Q5 V* E2 _
๙.( Q3 O9 f' Z0 S9 Z) O
๑๐.
) S( c8 }+ }& m6 a! C2 `2 W8 n๑๑.
+ n$ T3 V$ M4 s1 Z๑๒.
. Z8 ?7 A4 }7 ~9 C. p$ {) s- M

: e- t' u" k1 z# p  q
- U5 ~2 j! Q0 Z% V  a! vมละ ๙ (มลทิน ๙ อย่าง)) _$ C9 K+ z$ `* P' r- W9 E
5 H$ {# G8 ?" M$ n

! J. M$ v, o$ e6 ^$ V& E 5 k- Z3 ?6 e6 C: R" y8 P, g6 T+ W
อายตนะ ๑๒ คือเครื่องรู้ และสิ่งที่รู้ มีดังนี้
% C' Z3 D7 ~& j  z2 x% S0 ^" {$ b8 A๑. จักขายตนะ ประสาทตา, {+ p4 v3 u3 W" w' [6 V2 `4 G$ c; |
๒. รูปายตนะ แสงสีที่มากระทบตา
- H0 T# I5 E$ S/ g, r; M# Q๓. โสตายตนะ ประสาทหู# s- f. d& {: H" p& g% e' a
๔. สัททายตนะ เสียงต่างๆ* G( y+ M  k' g1 B: ?7 e7 ]
๕. ฆานายตนะ ประสาทรับกลิ่น
; M0 L$ \4 l1 ~๖. คันธายตนะ กลิ่นต่างๆ
2 ?: n, G2 B+ [3 H( m๗. ชิวหายตนะ ประสาทรับรส. L/ I8 y" _) ^7 \$ Q
๘. รสายตนะ รสต่างๆ
: g* A( s/ }* R: E๙. กายายตนะ ประสาทตามผิวกาย+ j- T) Y4 M% N4 ~) e' `5 V1 ~
๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่กระทบกาย
! z$ Q7 v1 O% ]- d" n( k๑๑. มนายตนะ จิตซึ่งเป็นผู้สัมผัสกับความคิด  f$ s/ C- E' f4 X
๑๒. ธัมมายตนะ ความคิด ความรู้สึกต่างๆ

( a& j# j$ {% a0 u4 y# E3 m" I, R % Y2 Q0 A- T. q+ e" M( }
อายตนะทั้ง ๑๒ นี้ แบ่งออกเป็น ๒ จำพวกคือ อายตนะภายนอก และอายตนะภายใน# h1 F2 U9 m* L# p1 f/ l
% G9 O2 q: g8 n' |6 d
อายตนะภายนอก คือ เครื่องรับรู้ ได้แก่ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ตามข้อ ๓ ๕ ๗ ๙ และ ๑๑ ข้างต้น)9 ?2 H  g2 g" w8 x- p
( ~/ |6 ?0 w& g
อายตนะภายใน คือ สิ่งที่รู้ เช่น รูป รส เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือ อารมณ์ที่มาถูกต้องกาย ธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ (ตามข้อ ๒ ๔ ๖ ๘ ๑๐ และ ๑๒ ข้างต้น)
+ S/ |* i; I! Q- l4 m * H. C% l# ?4 s# v8 m
% w- ]/ e/ P: `: _# E
ความปรารถนาของบุคคลในโลกที่ได้สมหวังด้วยยาก ๔ อย่าง
% i5 m" g+ Y6 T๑. ขอสมบัติจงเกิดแก่เราโดยทางชอบ2 d% M, u* _( P& G
๒. ขอยศจงเกิดแก่เรากับญาติพวกพร้อง5 ], t" a. j$ X+ k
๓. ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน* [" |5 |' ^0 @, L, ~
๔. เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์

' B/ p# H4 m$ H$ kธรรมเป็นเหตุให้สมหมายมีอยู่ ๔ อย่าง
$ N; c) J, S; l: d! V/ }0 e( Z* k  \: x3 `+ V* T  X
๑. สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา; g- P, h* _+ A5 [4 I0 b' o& |! S- B
๒. สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล7 X% |$ R1 Q3 B/ D( s
๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยบริจาคทาน
: ^% P+ y. l# \9 }* Q+ e& v๔. ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (เข้าใจเหตุและผล)
  A$ u. _# d: o+ J% h; u: p  R" U
: G% C) F4 ?9 ~4 N5 D# k/ x/ k- t
ตระกูลอันมั่นคงจะตั้งอยูานานไม่ได้เพราะสถาน ๔ ได้แก่3 N* p' b! G' L! I1 Y5 `, [: X
๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว1 R9 ]; P+ ]4 f
๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า
* F$ T+ E/ B/ ?  t; [( I( F๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
/ a0 C2 z' A+ r" h; u: ]๔. ตั้งสตรีทุศีลหรือบุรุษทุศีล ให้เป็นแม่เรือน พ่อเรือน
0 G4 w+ {  {  [' ~" t/ P
1 s9 c8 Y; V. V$ J$ d4 p! J( O
ธรรมของฆราวาส ๔ ได้แก่
5 L  J9 U+ h' J& o& m๑. สัจจะ ซื่อสัตย์แก่กัน
4 ]8 t7 E" D  C8 {, t) `, \9 D๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
, B6 e- v$ l! z0 i+ r9 C* s( z๓. ขันติ มีความอดทน อดกลั้น' A- L; r' Z" R7 J# H
๔. จาคะ สละให้ ปันสิ่งของๆตนให้แก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
: F; l8 {' V! r

" L2 n3 e. s, w" B% o: x* b+ f$ q* wสังคหวัตถุ ๔ อย่างได้แก่ (คุณทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผู้อื่นไว้ได้)3 n8 ~! }4 B+ a( ~9 r# w8 Q' c
๑. ทาน ให้ปันสิ่งของๆตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน8 z* u8 n" V5 R# O9 a
๒. ปิยวาจา เจรจาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน
& u5 i" @+ A: V$ v8 a8 t3 U๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น0 J2 c- C8 F: y5 h' k* }0 i
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว
/ D# ~) F' w- W- P; i& u1 T

# K5 l9 ~1 w7 f+ u, h1 ?สุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง ได้แก่+ h. x4 y: Y3 u. |
๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์9 }9 |4 l( M. D. `, l% l
๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค9 y6 k( R" n- c% G) `
๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้
+ [" a' \- d3 D: ]' G' y- C4 q# k: q๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ: Z( x2 C/ J( E: l$ J! k  Y

5 r$ f) a+ K; V& t5 Z) Y

Rank: 8Rank: 8

4#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:05 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ : K- \% a" K4 T# d+ l* z$ I

; t% P3 S8 N" G# h2 Q1 l" Bบุญ กิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำต่อไปนี้

6 v2 V+ c  ]/ T( r1 {๑. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม0 z; b: |0 T' I6 |$ f

: d- R" N" }; a0 n; U6 t๒. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (ศีลมัย) คือ การตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็น ศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือศีล ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด  ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการได้แก่ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม
) {2 `& F. |1 u8 i
/ w* d- a( t' N; }/ a๓.
! H6 Z; u2 F' b* U๔.
5 S' g2 }, W+ v๕.
3 x: `& v; _& z* V' z๖.
3 Y4 Y+ p3 x9 ]6 J6 d' W* f๗.
1 }" ]! @* E8 e8 V  Y* a  \4 l# E๘.
8 p! [* b. f/ [4 G. I( V3 @& E๙.
$ o1 d2 D5 l' j5 `) m8 v4 i' o๑๐.
7 M3 k8 A0 |7 y0 x0 s

9 x  G8 K- z' f+ O% ~6 Sและให้ศึกษาปฏิจจสมุปบาทมาให้เข้าใจ
) ]7 C3 O$ Y1 K" y# g! J1 cรูป นาม วิญญาณ
! O# X! T7 f" r/ [6 ~' Yภพ - ชาติ
* z. W0 ^8 Z$ ?! Uเสขะ อเสขะ
) _1 e$ h9 x* H6 E( E
5 a! n; ^! I8 j1 H
***ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะออกข้อสอบวัดผลความรู้ด้านปริยัติ นักเรียนอภิญญา มีทั้งอัตนัย(แบบมีตัวเลือก) และปรนัย(ข้อเขียน อธิบายมาให้มากที่สุด)
4 h/ Y1 y, k7 ?

Rank: 8Rank: 8

5#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-8-5 20:21 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตอบกระทู้ มารน้อย ตั้งกระทู้
% N6 U' B3 Z' f, d
9 g0 K/ l- f# m) d, W0 U5 }0 ]  Q5 A! Z$ _' s/ c
8 t0 m: \% Q' ^# e4 J
ตัวอย่างที่ยกมาของ "ท่านพระโปฐิละ" เป็นตัวอย่างของพระที่มุ่งศึกษาแต่ปริยัติอย่างเดียว จนเกิดทิฐิมานะเกาะกินใจ ว่าตนเป็นผู้มีคนศรัทธามาก และไม่สนใจเรื่องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลอย่างแท้จริง 6 p0 h+ q9 Y: N, @* ]
. ]' p/ L3 ^1 T/ f" ]" U
! ^7 p8 ?9 e" g; ?/ M" R  M
แต่ในเรื่องของการฝึกฤทธิ์อภิญญาแล้ว มันค่อนข้างจะต่างกัน เพราะในกรณีของท่านอาจารย์วิเชียร ที่จำเป็นต้องให้มีการศึกษาธรรมให้เข้าใจก่อนนั้น มันมีที่มาที่ไป คือ.....
" w6 [8 m, }+ F5 C; n$ b" B1 s, H+ W2 b( u& P* `

4 |( c5 Z* L8 G" S, W๑. เคยมีลูกศิษย์ฆราวาสท่านหนึ่ง มาขอเรียนอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์วิเชียร แต่ด้วยความที่เขาเน้นแต่ปฏิบัติเพื่อให้ได้เกิดฤทธิ์อย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องการศึกษาหลักธรรมเลย3 \- _4 F% |" b
& S2 ]! ?7 s6 }" p5 V0 ^) U
ผลลัพธ์หลังจากที่เขามุ่งเน้นแต่จะเอาฤทธิ์ก่อน คิดว่าธรรมะไปศึกษาเอาตอนไหนก็ได้ เมื่อเขาสามารถฝึกพลังจิตจนสำเร็จแล้ว จึงเป็นเหตุให้ลูกศิษย์ท่านนี้ไปเป็นพนักงานอยู่ที่บ่อนการพนันฝั่งลาว มีหน้าที่ในการใช้พลังจิตเพื่อให้คนที่ไปแสวงความร่ำรวยเสียเงินหมดสิ้นเนื้อปะดาตัว เพ่งแกนสล็อตเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน ฯลฯ พร้อมกับทำผิดศีลธรรมทุกชนิด ก่อกรรมทำเข็ญมากมาย และสุดท้าย อภิญญา ๕ ที่ได้มาก็เสื่อมหมด( h1 z1 H6 Y5 x: i' D  Y* _
4 E  y) V  D* j; C, k6 H
ด้วยเหตุนี้คนที่จะมาขอฝึกอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จึงต้องตั้งกฎใหม่ว่า ลูกศิษย์ของท่านทุกคนจะเป็นต้องเรียนรู้ธรรมะให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าศีลแม้แต่ศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ ยังถือไม่ได้ก็ไม่ต้องมาขอเรียนอภิญญา + g- ]' R+ O2 v4 O% @0 ?5 ^! m: [
( F- m9 o7 [8 z7 \$ I1 Q" n; ~
4 s+ _1 w$ f# \' e7 A0 ?$ P; y6 ]; p
๒. ส่วนธรรมข้ออื่นๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมให้ลูกศิษย์ฝึกอภิญญาง่ายขึ้น เพราะสิ่งสำคัญของลูกศิษย์ที่จะฝึกอภิญญาสำเร็จ คือ ต้องมีความเพียร มีความอดทน อดกลั้น (อิทธิบาท ๔) ไม่ย่อท้อต่อการถูกทดสอบต่างๆนาๆจากเทพพรหม จิตใจต้องแน่วแน่ เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อพญามารและกิเลสตัณหาของตนเอง และต้องทรงให้ได้ซึ่งความ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาพร้อม (พรหมวิหาร ๔ + ศีล ๕ )8 D+ j2 C; r: e0 b  G$ ?' H
; E3 A" q+ U! i" A& L+ t+ Y9 S) o
๓. ส่วนปริยัติข้ออื่นจะอธิบายในเรื่องอาการของสมาธิที่จะเกิดขึ้น ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงอรูปฌาน รวมไปถึงขั้นตอนของการวิปัสสนา เพื่อปูพื้นฐานให้ลูกศิษย์รู้ว่าหลังจากได้อภิญญา ๕ แล้ว วิปัสสนาตัวใดที่เหมาะกับจริตของตนเอง การรู้จักใช้วิปัสสนาที่ถูกกับจริตของตนมาร่วมด้วย เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถยกระดับจิตของตนไปสู่ อภิญญา ๖ ต่อได้ในที่สุด (เช่น การพิจารณาอาหาเรปฏิกูล และมรณานุสสติ เพื่อให้มีพระนิพพานเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่จะไป)
7 b( ^- H1 e( w5 ~6 }7 b

( x- M6 W( m6 a0 ^# ?2 F0 }และอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ลูกศิษย์จำที่ต้องศึกษาปริยัติไว้ล่วงหน้าก็เพราะเวลาที่ลูกศิษย์ไปสอบถามระดับกรรมฐานหรืออาการสมาธิของตนกับท่าน เมื่อท่านอาจารย์ตอบมาเป็นภาษาบาลี (เช่น ได้ถึงขั้นตติยฌาน หรือขั้นทุติยฌาน อรูปได้ถึงขั้น....)  ตัวลูกศิษย์เองจะได้มีความเข้าใจทันที ว่าตนเองพัฒนามาถึงขั้นไหนแล้ว. a, j. E$ o$ @+ U8 J5 T3 i

* q- Z% k8 n: J4 @๔. ที่ท่านอาจารย์ให้ศึกษาปริยัติก่อนนั้น ท่านไม่ใช่บอกให้ศึกษาหมดทั้ง ๘๔๐๐๐ ธรรมขันธ์ แต่บอกเพียงให้ศึกษาเป็นบางข้อที่นักปฏิบัติที่ดีจำเป็นต้องรู้ไว้ เพื่อลูกศิษย์ของท่านจะได้เป็น คนดีของสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี& o% f# @( ?7 ^: X  ~7 W3 j

9 d( T& z2 a' n% f0 c๕. ท่านอาจารย์มักพูดเป็นนัยบ่อยครั้งว่า ปัจจุบันนี้ผู้ที่มาขอฝึกอภิญญา ส่วนมากที่ไม่สำเร็จกัน เพราะมักมาด้วยความโลภ อยากได้ฤทธิ์และอยากเป็นผู้วิเศษ อยากมีชื่อเสียงได้ศรัทธาจากคนหมู่มาก ซึ่งท่านอาจารย์เองก็รู้ว่าหากคนเหล่านี้ได้ฤทธิ์ไปแล้วจะนำไปใช้ในทางใด ท่านอาจารย์จึงจำเป็นต้องชำระล้างจิตใจลูกศิษย์ของท่านให้สะอาดมากพอเสียก่อน นั้นคือการให้ศึกษาธรรม และให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่เช่นนั้น ถ้าปล่อยให้ฝึกได้ไป มันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาอาวุธไปใส่มือโจร4 Q5 o* ^: G2 z9 O. W# L: c+ @
% S1 b$ n" ^( o! b- I* [$ d
๖. พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีสอนปรยัติก่อนที่จะสอนกรรมฐานให้ทุกครั้ง ถ้าสังเกตุดีๆ ก่อนที่ลูกศิษย์จะเรียนมโมยิทธิ ท่านจะบอกให้รู้จักการถือศีล ๕ และ ศีล ๘ จากนั้นก็จะสอนให้รู้จักกับการตัดสังขารร่างกาย สอนให้พิจารณาความตายก่อนทุกครั้ง ไม่ให้ยึดติดสิ่งสมมุติใดๆทั้งหลายในโลก เช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกทั้งสิ้น จากนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงค่อยสอนฤทธิ์มโนมยิทธิให้ เพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านนำวิชามโนมิยทธินี้ไปใช้ประโยชน์เพื่อความบรรลุมรรคผล ไม่ใช่นำวิชาของท่านไปใช้ในทางมิชอบมิควร ใช้ฤทธิ์เพื่อสนองตัณหาตนเอง ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่น
  {. u/ Z$ o) y( W7 ^+ B* m  A
‹ ก่อนหน้า|ถัดไป

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2026-6-4 20:47 , Processed in 0.080368 second(s), 15 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.