แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 9872|ตอบ: 4
go

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา [คัดลอกลิงค์]

Rank: 8Rank: 8

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา
, A  r! o) T- U/ W9 ^6 l
1 @5 G$ y8 o4 S# Iเพื่อในการปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นไปอย่างก้าวหน้า นักเรียนอภิญญาทุกคนจะต้องศึกษาหลักสูตรปริยัติให้เข้าใจเสียก่อน นักปฏิบัติที่เน้นแต่ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเดียว จะเจริญก้าวหน้าในสมาธิได้ช้ากว่า นักปฏิบัติที่ศึกษาปริยัติมาจนเข้าใจแล้ว ค่อยมาเน้นการปฏิบัติกรรมฐานทีหลัง เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ การศึกษาปริยัติเปรียบเสมือนเป็นการศึกษาแผนที่นำทาง 0 Q& L: c( \" x1 J6 p

8 w! s% M1 D  n) E4 W+ Kก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติ นักปฏิบัติควรทำความเข้าใจกับเส้นทางที่จะมุ่งไปเสียก่อน ควรรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดข้างทางบ้าง สิ่งใดที่จะเป็นอุสรรคขัดขวางการเดินทาง และจะต้องผ่านด่านทดสอบจิตใจอะไรบ้าง
. E$ T+ H+ ^: K. P/ ]' ^7 {. N9 j+ D) D, O
แผนที่ปริยัติถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักปฏิบัติรู้เส้นทางที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางที่ตนมุ่งหวัง และรู้ถึงสิ่งที่ตนจะต้องประสบล่วงหน้า รู้ที่จะเตรียมใจที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ เพื่อให้ได้สำเร็จอภิญญา 5 และ 6 และบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด (เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย หรือเส้นชัยของนักเรียนอภิญญาทุกคน)
7 j( N: I- x3 L, M/ H4 M" f
$ q: Z9 a) W! ]% j( Y- }+ [* }% Tปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธคืออะไร?9 C% a/ a# J( A) b, Y
# Z& I8 M% o8 [
ศีล ๕ ประกอบด้วย  _  ~# P! ]: A
๑. ไม่ฆ่าสัตว์
# ^! \& g( p4 N* K# C9 l; ]( o5 x๒. ไม่ลักทรัพย์! q7 T4 ?" ?  _; y  Y. ]
๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม (ผิดลูก เมีย สามี คู่ครอง ของผู้อื่น)
( X( }" S, W* n๔. ไม่พูดโกหก
6 x5 t/ K+ z8 g. U$ k$ R9 b) c7 d2 E๕. ไม่ดื่มสุราของมึนเมา
9 O: e! W% }0 c6 _3 [2 G5 q
7 b+ D9 t1 A2 a$ ~4 R, [: h! w7 M
ศีล ๘ ประกอบด้วย3 i: Y  ?( m; R: y( ]/ {  {
๑. ) ]/ R% ~7 m% g" S
๒.0 n% d3 q6 d) z* s0 }1 z) n
๓.' a% R: j8 A8 a( H
๔.) F1 ?& B; m: {3 I' d
๕.  S  C. t& ?' [
๖.- C4 u0 q6 x6 o4 x0 l. N# b
๗.
! ]8 G3 X! n+ s2 Q: x# h๘.

4 s+ U8 Z4 o& q  m; O3 E$ ~
8 R2 P7 v, p8 T" z8 N- นิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นขวางความดี), X% X- q. C5 Y1 X8 K
ผู้ที่สามารถเอาชนะนิวรณ์ ๕ ได้ คือผู้ที่ได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำ หากขณะนั่งสมาธิ ไม่ว่าผู้ฝึกจะมีภาพร่างกายแบบไหน ง่วงมากๆ เพลียมากๆ ฟุ้งซ่านมากๆ หลังจากเริ่มนั่งสมาธิแล้ว อาการง่วง อาการโกรธ อาการฟุ้งซ่านไม่ปรากฏ นั้นถึงจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ฝึกกรรมฐาน ฝึกได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำแล้ว

! y, g3 B' S+ V! a7 K- |% P
/ R* t  m2 ?$ vกามฉันท์ คือ ความพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์
- Z) n" g) `% @9 Iพยาบาท คือ การผูกใจเจ็บ หรือผูกอาฆาตผู้อื่น2 G0 L; [) v* [8 c: p
ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน
; O% ^4 s) `: |5 O1 N- f% x/ qอุทธัจจะ กุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญ8 L% A3 s! Q4 O% @9 f6 ?
วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ

. J1 G) d: c/ A* o- i- |8 N: r( {$ h( F# J( J& W2 K, ]  x% K
อุปกิเลส (เครื่องที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ๑๖ ประการ)' g; E' \- F5 [0 O3 K8 M0 i  l
ผู้ที่สนใจการปฏิบัติทางจิต หรืออบรมสมาธิ ตามแนวของพระพุทธศาสนา ควรต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะนำมาซึ่งกิเลส หรือสิ่งที่ทำให้จิตใจตกต่ำ และเป็นเหตุทำให้
. ^9 p3 p6 ], u( s7 p5 Qพลังจิตถดถอย หรือขุ่นมัว ฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติทุกท่านควรละทิ้ง หรือห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ แล้วท่านทั้งหลายจะพบกับความสุข ความเจริญก้าวหน้า
* Y* \0 F+ G& g/ Z0 y9 M8 A. y
๑. อภิฌาวิสมโลภะ คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน
' J. i6 l1 |& l5 l๒. พยาบาท (โทสะ) มีใจเดือดร้อน ความอาฆาต ผูกใจเจ็บคิดร้ายแก่ผู้อื่น
+ S. l( F2 T) Y๓. โกธะ ความโกรธ อาการกำเริบพลุ่งขึ้นมาในใจ จากความไม่ชอบนั้นๆ แต่ยังไม่ถึงกับบันดาลโทสะ8 y4 Y+ x- S8 c. }
๔. อุปนาหะ ความผูกใจโกรธ เพียงแต่ผูกใจไม่ยอมลืม แต่ไม่ถึงกับคิดทำร้ายเขา เพราะกำลังของกิเลสยังอ่อนกว่าความโกรธ
& d: N- A8 z7 O7 D/ A5 {๕. มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน คือ ใครมีบุณคุณกับเรา แล้วไม่คำนึงถึงคุณท่าน เป็นการลบล้างหรือปิดซ่อนคุณท่าน หรือความดีของท่าน1 w8 M0 R4 U3 A; G( l
๖. ปลาสะ ความดีเสมอตัวท่าน เอาตัวเองเป็นใหญ่ แล้วไม่ย่อมให้ใครดีกว่าตน ข่มเหงรังแก
( f: h8 e' ^2 T๗. อิสสา ความริษยา เห็นใครดีกว่าก็ทนไม่ได้ เกิดความขุ่นมัวในจิต กลั่นแกล้งเขาทำให้เสื่อมเสีย
0 _; r) |( E' h* j6 b, `๘. มิจฉริยะ ความตระหนี่เกินกว่าปกติ ตระหนี่ในทรัพย์ ตระหนี่ในความรู้
& P+ s, \# {! T# V' C6 _, I๙. มายา มารยาเจ้าเล่ห์ แสดงออกได้ทุกรูปแบบ หาความจริงไม่ได้ หรือแสดงออกให้คนอื่นหลงใหล! x* H- X4 \* j
๑๐. สาเถยยะ ความโอ้อวด หลอกหลวงเขา พูดจาเกินความจริง
% ^' K( P$ m) H$ G" O5 Q9 f# f๑๑. ถัมภะ ความเป็นคนหัวดื้อ รั้น กระด้าง หัวแข็ง ไม่ยอมคนทั้งผิดและถูก; [- U5 s- U; x4 I+ I6 Q% y4 D
๑๒. สารัมภะ ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะฝ่ายเดียว ไม่ยอมแพ้0 Y0 Z: D" v$ J6 z
๑๓. มานะ ความถือตัวทะนงตน
% G  d8 D6 b, y# a+ S๑๔. อติมานะ ความถือตัวว่าดียิ่งกว่าเขา ดูหมิ่น ยกตนข่มท่าน
$ A2 }2 P& O( d  T; h- k- @๑๕. มทะ ความมัวเมาในกิเลส เช่นบ้ายศ บ้าอำนาจ บ้าเงิน บ้าสมบัติ หลงยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น
) N. K) ~: M. _* ?& S๑๖. ปมาทะ ความประมาทเลินเลิ่น ปล่อยสติให้คล้อยไปตามอำนาจของกิเลส จนได้รับทั้งความเสียหายต่อตนเอง และผู้อื่น นักปฏิบัติทุกท่าน 9 f/ L' Y6 @! V+ O) j( Q1 y
เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ควรหลักเลี่ยงให้ห่างไกล หรือสละสลัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากกายและใจ เมื่อท่านทั้งหลายสละละทิ้งได้จริง เมื่อนั้นความสุขจะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
- ^, k( _$ g$ ~& B7 Vและเป็นความสุขที่แท้จริง

$ Q/ K+ m( @, L: E, U% e1 \4 X) J$ _2 Q
อริยสัจ ๔ ได้แก่
9 M( l' P: ?; X  J๑. ทุกข์ คือ การทนได้ยาก
" X/ f$ V4 C. V8 R* {2 P๒. สมุทัย คือ เหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์
# F% r7 }# T/ x๓. นิโรธ คือ การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความดับทุกข์ โดยการจะดับทุกข์ได้นั้นต้องอาศัย...
& {7 k* M7 V" D3 r2 |๔. มรรคปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น และมีสัมมาสมาธิเป็น ปริโยสาน

5 B" n2 b0 }& O# y( |  v$ d& a: P/ n. x/ q7 ~
กฏไตรลักษณ์ ๓ ข้อ คือ( p' e; g8 Z0 }2 e7 D; F+ K* u& J
๑. อนิจัง ร่างกายและทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง5 _' h* b, \9 M! d9 W* t3 o& x
๒. ทุกขัง ถ้าไปยึดมั่นก็เป็นทุกข์, _+ e1 z8 R3 ^  C" h0 y/ ?7 P3 D
๓. อนัตตา ในที่สุดก็พัง
. N# ]( m; `: K& j" ]' ]1 \
- I. }7 Y, M: d: m7 k

4 }! T) z# K: N, {9 w5 C' K( |สังโยชน์ ๑๐ 9 G8 ]- @+ l- ~# z: T
๑.0 N( c( }$ D1 [: i$ x+ s
๒." P5 C& T7 F/ r5 {
๓. 1 m+ Z  @5 e) _( w3 w; Y
๔.
. |  d. k7 v2 F3 C7 o% \% s๕. / H! w: }9 w2 x/ ]; I7 Z
๖.
3 a  g  k1 t0 ~% h) o+ o  ~  z. }๗. ) H) e8 o: x, P: f3 @4 x
๘.* G: |3 w) f- O* p+ c* h
๙. 5 s! A! n  ]$ Z1 b8 G
๑๐.
2 y: W2 \' A/ A
1 {1 R, b) }; V' p. |. Dบารมี ๑๐

. K: f: h0 U: J& W7 M/ A๑.. E# b. d  P8 @8 F0 j2 r
๒.+ w: C1 p0 M+ k1 W8 E9 K
๓., _+ d% S5 J3 w
๔.
4 h& L" H# T" `! E๕.
/ O( g0 t" ]+ d9 x! Z  G๖.! d  T# L5 L5 Y5 S/ R/ V3 V
๗.
! z/ q9 n& X4 e( h+ e๘.3 O5 {% ?( v* J6 @; e+ R
๙.5 |1 X( h" ?( ?; O0 W2 H% }- r
๑๐. 5 _. z  F6 S. W$ Z1 B, @

) c: }  F" Z* b& c. T  }. N9 fสังขาร ๓ ได้แก่
% L2 F8 K# v2 j
$ ?3 f4 Q- c- G' ^( p4 E' K  N. [; h1 V
$ H3 y5 o9 [6 i& q9 }0 D8 L& x
7 C; N- d* P7 x0 q8 _& @
กรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๗ กลุ่มประกอบด้วย# _* V$ R+ v& T; f! a
- หมวดกสิน ๑๐ (๑-๑๐)

, c* v6 S5 K, y$ b' |2 p' q$ U" x! Y- หมวดอสุภกรรมฐาน (๑๑ - ๒๐)
" K* J; O, h: E' Q0 g* p- หมวดอนุสสติกัมมัฏฐาน ๑๐ (๒๑ - ๓๑)

) y6 d+ R* Q4 a( w( x8 g- หมวดจตุธาตุววัฏฐาน (๓๒)) u# [6 ?& C* \( }6 h* J
- พรหมวิหาร ๔ (๓๓ - ๓๖); _7 [2 x# M# y& K( s8 z
- หมวดอรูปฌาน ๔ (๓๗ - ๔๐)
7 k( l% v. E' f7 [6 U0 Y' N& s+ ~+ n  F/ [7 h+ s0 q
กามคุณทั้ง ๕ ได้แก่

# _" \* }$ S+ m7 O6 L- d* z  H๑. : \' ]4 Z# R6 h$ s
๒.
6 w2 l% m& F, F  S/ g) K๓.
) {; h+ m. [0 o+ v  l๔.
1 y# d: T6 N$ P๕.
9 W# m# E5 j4 {( X) T2 l, q0 {
# O# T/ c% `$ B7 C; rกรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๔ หมวดได้แก่( Y3 f: e, K- p* U
๑. สุกขวิปัสสโก" Q" O" Q* e) ]1 K: {# A
๒. เตวิชโช4 V  P6 p5 u3 e( ~# |$ s
๓. อภิญญาหก% J. P$ H% c4 I. H; a
๔. ปฏิสัมภิทาญาณ
( E2 k4 a) o( }' d/ d

" E5 U: T1 z& t, H8 E8 P% _9 u) mภวังค์ ๓ หรือสมาธิขั้นต้น ได้แก่3 I6 X" x0 Q5 ?8 M  d
๑./ _3 y; b% j: C  R  \! l4 `, Z
๒.7 A  B6 H, i) L+ p: Z' W
๓.
$ {9 e* Z7 E) i( }9 W4 P* ~
& K' R9 e1 }- E$ p3 x$ i3 |6 Uรูปฌาน  ๔ ได้แก่4 T6 Q5 ]9 d, g" s  _  I7 O( ^
๑.
/ Z3 ]' p' A2 g* B' {๒.
" t1 m  z, |3 G. T- i๓.
# I( l/ g( T- F5 V8 B๔.
# I$ e( H2 {- y# f4 Z9 c2 M7 G) y5 G* S6 C
อรูปฌาน ๔ ได้แก่! }4 V& }% j' c. ]0 s' Q
๑.
" Y) F0 A. F& f- q๒.+ e/ D1 s6 @. U' ]9 s+ D' a# l
๓.+ m" e' `/ H% X3 A$ w
๔.: X/ o* Z6 W/ f  j6 @* ^5 c0 o6 u
) l+ w) n: I, n( f0 u  ~2 A0 C
พิจารณาธาตุ ๔ ในร่างกายมนุษย์ อันได้แก่! K# f$ P, d* T! F3 a
๑. ธาตุไฟ ๔( i* \2 I/ c# {; X9 O# ~" U
๒. ธาตุลม ๖. s# q6 f7 J% C" C
๓. ธาตุน้ำ ๑๒4 j- e2 }) Z, \( P! ]+ a0 L2 j, C, ?
๔. ธาตุดิน ๒๐ + w& K" W2 a9 Y* T  P

4 R" ]" u; o; e$ E5 T  r' vขันธ์ ๕ ได้แก่% J) _# C3 w+ E1 E
& r* y2 k$ K2 f% `. a: t

Rank: 8Rank: 8

2#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

, x8 p; x% U- W5 p, `0 T. f3 Wวิปัสสนาญาณ ๙
8 F& C2 U  Q: `/ |+ x  z๑.
; a" y; M( q& G$ U6 O๒.
& u; t, B! ?: p2 _, a& _๓.+ i$ r8 c8 ]3 ?7 j4 V
๔.
. r# z( H$ \5 a0 Y๕.# w" j! `' z. T0 b- W2 Q+ M: J8 |
๖.! Y* _% H, f5 m6 P' d! k+ M
๗.2 p; u) E1 ~% S9 r) j% ~& C! s& V
๘.- B" x( j4 |, y# ~. v1 d9 @& ^
๙.

8 E0 {) Q9 `2 A 8 c6 h0 o: b/ t5 ~; a! w6 j
ญาณ ๘
. c! V" T2 h" f" {+ P; @๑.
' t; {6 m8 f: F) R2 S& B๒.
# H' z' @8 I5 m: d๓., Z: G% _9 Y. C8 L, g: H% @
๔.$ \# Z8 Q; Z+ Z7 R9 g% F8 B
๕.( W; P4 a/ C( P; K. `. i8 B) k
๖.6 p( D' J, K2 n; F- r, l
๗.% q) B+ J5 h" I1 m
๘.
6 {% S1 \% U; x, \
9 x: X' \+ S/ r' J
ปีติ ๕ ได้แก่: w5 Q- [( g: O+ B* E- D5 [
๑. " ]' a2 I0 o2 N
๒.
6 d7 H% l2 P% c% @* p& n1 f0 P+ Z. z/ u7 m๓.
9 n0 ~: s. B4 V๔.
* s& i9 H$ x5 I1 N. D๕.
+ L& b+ }: K  M7 u4 [2 V- u
% u! ?4 h  @1 q1 @3 `& O* r
มรรค ๘ ได้แก่" R0 R# R& ]( Q
๑. , U. Q' o" B* L. ^! ^/ p5 j- W
๒.
" ?, G; E( O7 n% x9 w๓.$ Q9 h  M9 L& L) M# s0 n. `2 T- O
๔.- T! n4 _( P3 V" C1 T" Y3 u( c
๕.  q$ m) a9 c; l! K
๖.
" s( r) y7 ~  I& F2 |๗.
4 g4 d" C3 C* o5 V+ t๘.
2 U) G% k9 e2 Z( t6 ?5 B6 M
; U3 U9 `/ _' C, V) j7 v, Z4 L
อิทธบาท ๔ / S. r+ t* W: q( ^' U: p, _; y
๑. ฉันทะ มีความพอใจ
1 C7 E( I) e  e' ]๒. วิริยะ มีความพากเพียรในการทำลายอุปสรรคไม่ถ้อถอย
5 t: [1 `! o. Z" V' Z: H8 I; [๓. จิตตะ จดจ่อสนใจในสิ่งนั้น ไม่วางมือ, V2 n% I; b+ P- k  n4 @! G
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ

2 X$ R% M' @6 {$ O6 x5 W & s* L1 _3 f/ i( F  _, M
จรณะ ๑๕ ได้แก่
) H$ ]- V* j3 q' L2 |/ f" W๑.
0 ]: t- c; E% D& s, A: b7 m๒.' m7 x1 J7 x6 ]+ n
๓.7 Q! e/ O) f* }1 B5 Y/ a$ f) E& m' |
๔.; z' g2 F+ T# t  L  g9 [
๕.( [6 l; N7 Q& {; V' w: _3 {
๖.
: r9 J* [4 M" _; d$ s๗.( n9 A- T& [! C1 t) j7 I2 F1 q) _0 ?7 }! @
๘.
2 {( s; \0 R# U  Y' u0 E๙.) ~& C" r5 e. J* r* v! Y+ L0 A
๑๐.
+ N2 s6 D6 G: z# M/ n+ l0 v. i0 F๑๑.
% n3 n6 d% D- g3 m/ ?๑๒.
+ k% G5 L0 U' @5 p7 j๑๓.* {- W/ {, P: [9 Y
๑๔.0 a9 ~. ^0 g& ?: U
๑๕.
2 q" L; y& [5 p8 W0 ^* s8 ?) ^5 E9 c
1 {9 }" f$ j) w
โพชฌงค์ ๗ ได้แก่' n& K: ?# q; `  m5 L
๑.
/ ]: R5 z. o' {* X๒. 1 ~" j0 z! I+ \; N
๓.
/ N  f  y+ @2 t* z) V' i/ t๔.
) I# J/ l# }% i9 T9 f# }& g) A2 U๕.5 o4 Y8 l0 f+ Y5 _9 @: D. W6 k+ y
๖.5 @9 D& q+ M4 {5 m9 Y/ I; }: w  q0 _$ q
๗.
7 t6 }" a# m% [๘.$ ^; `9 N" R2 ~# Z! B; X
๙.
& m/ x4 |" q4 O0 F' F" r๑๐.

4 \, }( C9 h: g* B; T5 h# n5 z* u
/ g( N8 |% G% z% `; e8 C% Wจริต ๖' a- d6 t: g  L$ O
๑.  D( Z6 ~& v( x. k8 o
๒.: q: T. a( w$ t; Q7 T" i6 x
๓.& i9 E# }) N2 G7 J3 b4 _$ V
๔.
/ C8 N9 [6 Y0 b๕.
( V- E, M, T$ M. ^# p๖.9 I( N% C/ k- V' M: `' G% T- o
๗.

9 x/ N( J& a! @) A0 x! n' ?7 {9 i2 [9 B& I/ }7 t
ปลิโพธ ๑๐ (ความเป็นห่วง ความข้องในอารมณ์)
0 G/ J4 V, |, N; Z๑. 9 Z+ G; R5 [% _* l, K* e' I
๒., Z+ d0 W# ?1 F) I6 Q' }8 o
๓.
* \7 p7 S+ W. |. v8 L  f๔.( \4 `6 r- R: ~2 S+ @2 N
๕.
- o1 k9 P, E  U, n6 E# n๖.: l! N) n3 w' P1 m* S: a) _: l
๗.$ M, X; l+ ?9 s. s! m  J
๘.
9 y# k6 X1 r* d3 v๙.2 H: p& r. @  {: d! ]# s
๑๐.( l! c. [( |8 |" n3 [$ o
2 H9 U7 o9 T  c, C1 J

Rank: 8Rank: 8

3#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:02 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

3 Z) t4 Y: d& ~พละ ๕3 L+ b. u* X% b! T3 ~
๑.
) c* A  D# s, m( g3 C๒. $ p5 W5 @; |/ P! ^5 I, E
๓.+ B' {5 y. t9 x9 A
๔. 8 ^: s3 U. T# ?) h
๕.
2 C1 S5 C: x& k. R7 }5 w
; A1 `  U; Q  e6 M5 R, H  q
, N3 A9 A8 A# I) W& ]' W# P$ z
ทีปนีกรรม ๑๒1 s7 ^2 S) U6 L
๑.
8 ]; l- {: o2 p7 L0 s; ?๒. ( l! L3 l, q8 z  D9 x
๓.6 ~" M, \) a/ X# {6 z5 B6 Q
๔.
' b( D* ]' ~* h; t$ t/ Q7 d# |๕.
7 T& M& N4 @+ ~; k& I5 W๖.2 B" |# Q  A9 C; l! H9 {; m* k
๗.) _' [! Q' r# L  L
๘.! l" j" a. D! w8 V/ z" `# j
๙.
9 w2 p0 I* x. L' s๑๐.1 V0 X4 k( j: A) ^7 Y4 l
๑๑. : Z. ?; H' w9 _( R  k
๑๒.

) P! V* A8 R6 b( k % d7 E8 A3 v) p
/ h2 I! P+ c! B+ Y1 E4 j* i
มละ ๙ (มลทิน ๙ อย่าง)
) B2 Z5 p) x% l7 C0 v3 [ / S$ P- \! M7 x* |
$ r# @% ~# `( t# C; k* r

; W! N# x0 h9 U; Z5 r5 D+ c7 C8 \อายตนะ ๑๒ คือเครื่องรู้ และสิ่งที่รู้ มีดังนี้
% i& h" d+ M& {๑. จักขายตนะ ประสาทตา
- ]5 ~: A- B+ i# U2 k/ X; ~% R& o๒. รูปายตนะ แสงสีที่มากระทบตา
4 j* L& c, k% r: }) ~4 F๓. โสตายตนะ ประสาทหู
0 |" \, B+ i8 O- ~/ E& |* \2 n๔. สัททายตนะ เสียงต่างๆ
7 {  O$ l8 ~* G) T๕. ฆานายตนะ ประสาทรับกลิ่น2 K) y  y0 m0 w1 S
๖. คันธายตนะ กลิ่นต่างๆ
) x9 z, g5 R" y) z๗. ชิวหายตนะ ประสาทรับรส
1 D& j& K) P$ ?5 j$ K# ^๘. รสายตนะ รสต่างๆ0 f$ e' i7 X8 ?, t: }- O( z
๙. กายายตนะ ประสาทตามผิวกาย
) ~  j& p' u* T, C+ D๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่กระทบกาย3 S4 l! `' d& w
๑๑. มนายตนะ จิตซึ่งเป็นผู้สัมผัสกับความคิด9 S! h* _/ v7 M) T* h+ g- Z
๑๒. ธัมมายตนะ ความคิด ความรู้สึกต่างๆ
4 C: h$ }7 g1 D3 d
) J3 U. X0 @' J
อายตนะทั้ง ๑๒ นี้ แบ่งออกเป็น ๒ จำพวกคือ อายตนะภายนอก และอายตนะภายใน3 Y+ d+ k( a3 s( i! u$ P; a
. h5 R0 V) {- S5 h
อายตนะภายนอก คือ เครื่องรับรู้ ได้แก่ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ตามข้อ ๓ ๕ ๗ ๙ และ ๑๑ ข้างต้น)
7 ^# P7 r4 V; c# A - }' H) F4 h: K- E, M% h
อายตนะภายใน คือ สิ่งที่รู้ เช่น รูป รส เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือ อารมณ์ที่มาถูกต้องกาย ธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ (ตามข้อ ๒ ๔ ๖ ๘ ๑๐ และ ๑๒ ข้างต้น)% r( m* S) C1 @1 c& K$ ^3 ^, Y9 R

1 k3 W, T8 r  m$ `4 m; T8 d9 N0 T0 N8 K
ความปรารถนาของบุคคลในโลกที่ได้สมหวังด้วยยาก ๔ อย่าง; S0 n* o* E2 s; Q  z/ c
๑. ขอสมบัติจงเกิดแก่เราโดยทางชอบ
% x( ?' }  v) B- d& d  q$ c4 R๒. ขอยศจงเกิดแก่เรากับญาติพวกพร้อง
8 V2 A) T" |6 b5 ~: U' X) X  V" t๓. ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน
% c8 C9 w/ j0 t" J๔. เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์

6 {% c5 I( k/ o2 wธรรมเป็นเหตุให้สมหมายมีอยู่ ๔ อย่าง4 X. P0 N% x9 v+ }& d1 q
1 ?& O( h+ e: b$ q6 ?& `% B3 u) z
๑. สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา. i7 Y) g  E* F- E! B) Z9 W% i
๒. สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล6 b$ K* s' L5 ]; Q( x
๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยบริจาคทาน
8 d# W# O) h( r* k๔. ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (เข้าใจเหตุและผล), }* u2 E& l* `# W

% K4 \- t0 _( ?ตระกูลอันมั่นคงจะตั้งอยูานานไม่ได้เพราะสถาน ๔ ได้แก่
% E+ y- K) G1 D9 v$ \๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
2 x6 n, i! `3 X: s๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า
: |6 M% U' T7 T๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
1 `" h; X  B& G0 v3 E๔. ตั้งสตรีทุศีลหรือบุรุษทุศีล ให้เป็นแม่เรือน พ่อเรือน

( O7 f6 J; T+ w9 t
2 q5 }; A4 a& Eธรรมของฆราวาส ๔ ได้แก่
9 ?7 u) J3 r6 R# ]๑. สัจจะ ซื่อสัตย์แก่กัน
8 _2 ~7 i: A6 u9 }$ J๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน3 [& Q( {! Q% C1 `, h; v  y
๓. ขันติ มีความอดทน อดกลั้น! ~, ~7 t8 N1 m" l* j* f+ G- ]2 E5 U3 I
๔. จาคะ สละให้ ปันสิ่งของๆตนให้แก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
* u* k7 p7 `6 U9 g8 T& I$ N, z0 N
5 C+ R. y& O0 ^% Y. T* }) F
สังคหวัตถุ ๔ อย่างได้แก่ (คุณทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผู้อื่นไว้ได้)6 {' ^$ R: T7 }0 S
๑. ทาน ให้ปันสิ่งของๆตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน* U8 G. W& J. y; L0 U3 A* L
๒. ปิยวาจา เจรจาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน
+ W3 u% s1 ^& M1 l1 k' S' z๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น+ F! c% H5 x: l. r" L$ E
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว

- G' z7 E4 |1 ]6 {3 B) n
4 A2 Y5 k0 n+ B  X" A7 jสุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง ได้แก่
+ l* ^8 V& I' K๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์
0 y7 \: k4 x4 `% n) `+ z๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค: J3 U, f: F/ Q( g
๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้
4 O3 ~9 w$ P/ S' R2 N6 ^. P0 Y๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ1 |" Q; C, V0 i3 ~

$ Z! |  v: J' [+ s9 f- t

Rank: 8Rank: 8

4#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:05 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ . ~$ I) f# t& P6 T, q$ n
7 M1 i* n! _) |8 v; d
บุญ กิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำต่อไปนี้
% c4 S/ J2 b5 Z- k7 I# i
๑. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม
0 j5 `" w2 G+ M1 H) Y; t
: w. ]4 F" `" f๒. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (ศีลมัย) คือ การตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็น ศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือศีล ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด  ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการได้แก่ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม  E# u$ q% Q+ D3 x1 V

; y6 t; `6 \2 x# P& O๓.
' n7 D6 D0 ?* P๔.
! X" t2 G% S$ a1 S1 c) l๕.. o; H+ O( A* _$ c+ g( _5 K
๖." F+ O. ?5 V6 A* f
๗.
- w' z5 _- B  h7 L' H& M๘.8 K5 x$ H0 R5 {7 ]
๙.
6 B3 h1 m, o3 a) B2 Z* [๑๐.
% X$ O) z* @* b, T
+ ~3 H0 F& B9 U7 V- G
และให้ศึกษาปฏิจจสมุปบาทมาให้เข้าใจ * }4 p5 _* b. F5 r# X( n7 s
รูป นาม วิญญาณ5 c% f7 X% H/ f2 w
ภพ - ชาติ
6 Z4 G& o( `) g5 Dเสขะ อเสขะ

: t: m# I/ s5 S
' M4 j+ R: _+ H" e***ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะออกข้อสอบวัดผลความรู้ด้านปริยัติ นักเรียนอภิญญา มีทั้งอัตนัย(แบบมีตัวเลือก) และปรนัย(ข้อเขียน อธิบายมาให้มากที่สุด)
$ C% }- Q9 R, P# ^' }) f6 Z

Rank: 8Rank: 8

5#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-8-5 20:21 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตอบกระทู้ มารน้อย ตั้งกระทู้; U, }3 u. s( q: j+ o
; @0 S. [9 y* F1 w+ b2 |" e

7 }2 H& R2 L3 a/ {- O4 K& ?& c/ I2 d. p0 n
ตัวอย่างที่ยกมาของ "ท่านพระโปฐิละ" เป็นตัวอย่างของพระที่มุ่งศึกษาแต่ปริยัติอย่างเดียว จนเกิดทิฐิมานะเกาะกินใจ ว่าตนเป็นผู้มีคนศรัทธามาก และไม่สนใจเรื่องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลอย่างแท้จริง
6 G) ?# Z. n, J- Z+ s8 F$ l( {
* n$ W  s6 F4 H2 X& g+ Q
' W6 ^, \; X  Oแต่ในเรื่องของการฝึกฤทธิ์อภิญญาแล้ว มันค่อนข้างจะต่างกัน เพราะในกรณีของท่านอาจารย์วิเชียร ที่จำเป็นต้องให้มีการศึกษาธรรมให้เข้าใจก่อนนั้น มันมีที่มาที่ไป คือ.....$ L+ b. T: }  [! U  k! p: H

$ s' J& W; I4 z
3 h" `+ f& l! g! Y, a' i5 {5 O$ Z๑. เคยมีลูกศิษย์ฆราวาสท่านหนึ่ง มาขอเรียนอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์วิเชียร แต่ด้วยความที่เขาเน้นแต่ปฏิบัติเพื่อให้ได้เกิดฤทธิ์อย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องการศึกษาหลักธรรมเลย5 M  m& t  x( r  O! L9 [0 n
; W1 A/ a8 ], L% x/ r3 z
ผลลัพธ์หลังจากที่เขามุ่งเน้นแต่จะเอาฤทธิ์ก่อน คิดว่าธรรมะไปศึกษาเอาตอนไหนก็ได้ เมื่อเขาสามารถฝึกพลังจิตจนสำเร็จแล้ว จึงเป็นเหตุให้ลูกศิษย์ท่านนี้ไปเป็นพนักงานอยู่ที่บ่อนการพนันฝั่งลาว มีหน้าที่ในการใช้พลังจิตเพื่อให้คนที่ไปแสวงความร่ำรวยเสียเงินหมดสิ้นเนื้อปะดาตัว เพ่งแกนสล็อตเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน ฯลฯ พร้อมกับทำผิดศีลธรรมทุกชนิด ก่อกรรมทำเข็ญมากมาย และสุดท้าย อภิญญา ๕ ที่ได้มาก็เสื่อมหมด
/ j% p# l6 U1 ^2 V# \2 }- ?5 V$ @1 _8 }# _8 N0 \9 r1 a0 \& X5 g* ^# z
ด้วยเหตุนี้คนที่จะมาขอฝึกอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จึงต้องตั้งกฎใหม่ว่า ลูกศิษย์ของท่านทุกคนจะเป็นต้องเรียนรู้ธรรมะให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าศีลแม้แต่ศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ ยังถือไม่ได้ก็ไม่ต้องมาขอเรียนอภิญญา ( i, A3 S5 e( ?, n) K& u% ]

. B7 s# n) t' h$ a9 Y5 T
' h1 O- N5 |# f๒. ส่วนธรรมข้ออื่นๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมให้ลูกศิษย์ฝึกอภิญญาง่ายขึ้น เพราะสิ่งสำคัญของลูกศิษย์ที่จะฝึกอภิญญาสำเร็จ คือ ต้องมีความเพียร มีความอดทน อดกลั้น (อิทธิบาท ๔) ไม่ย่อท้อต่อการถูกทดสอบต่างๆนาๆจากเทพพรหม จิตใจต้องแน่วแน่ เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อพญามารและกิเลสตัณหาของตนเอง และต้องทรงให้ได้ซึ่งความ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาพร้อม (พรหมวิหาร ๔ + ศีล ๕ )4 l! }5 j1 Z* ^' g+ _4 o
* }* Y6 s  |$ k* E# Z
๓. ส่วนปริยัติข้ออื่นจะอธิบายในเรื่องอาการของสมาธิที่จะเกิดขึ้น ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงอรูปฌาน รวมไปถึงขั้นตอนของการวิปัสสนา เพื่อปูพื้นฐานให้ลูกศิษย์รู้ว่าหลังจากได้อภิญญา ๕ แล้ว วิปัสสนาตัวใดที่เหมาะกับจริตของตนเอง การรู้จักใช้วิปัสสนาที่ถูกกับจริตของตนมาร่วมด้วย เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถยกระดับจิตของตนไปสู่ อภิญญา ๖ ต่อได้ในที่สุด (เช่น การพิจารณาอาหาเรปฏิกูล และมรณานุสสติ เพื่อให้มีพระนิพพานเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่จะไป)
6 I' s! G$ m" y$ i" C* E) W0 ]! m  K, j

2 t( {5 B/ G9 }% Xและอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ลูกศิษย์จำที่ต้องศึกษาปริยัติไว้ล่วงหน้าก็เพราะเวลาที่ลูกศิษย์ไปสอบถามระดับกรรมฐานหรืออาการสมาธิของตนกับท่าน เมื่อท่านอาจารย์ตอบมาเป็นภาษาบาลี (เช่น ได้ถึงขั้นตติยฌาน หรือขั้นทุติยฌาน อรูปได้ถึงขั้น....)  ตัวลูกศิษย์เองจะได้มีความเข้าใจทันที ว่าตนเองพัฒนามาถึงขั้นไหนแล้ว
& e. ?9 O0 Q  @! r
4 |$ c8 }) [1 m( U, D( T" ~๔. ที่ท่านอาจารย์ให้ศึกษาปริยัติก่อนนั้น ท่านไม่ใช่บอกให้ศึกษาหมดทั้ง ๘๔๐๐๐ ธรรมขันธ์ แต่บอกเพียงให้ศึกษาเป็นบางข้อที่นักปฏิบัติที่ดีจำเป็นต้องรู้ไว้ เพื่อลูกศิษย์ของท่านจะได้เป็น คนดีของสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี5 A4 T' S  X$ ]

. H' O; ~2 C4 m& F  P๕. ท่านอาจารย์มักพูดเป็นนัยบ่อยครั้งว่า ปัจจุบันนี้ผู้ที่มาขอฝึกอภิญญา ส่วนมากที่ไม่สำเร็จกัน เพราะมักมาด้วยความโลภ อยากได้ฤทธิ์และอยากเป็นผู้วิเศษ อยากมีชื่อเสียงได้ศรัทธาจากคนหมู่มาก ซึ่งท่านอาจารย์เองก็รู้ว่าหากคนเหล่านี้ได้ฤทธิ์ไปแล้วจะนำไปใช้ในทางใด ท่านอาจารย์จึงจำเป็นต้องชำระล้างจิตใจลูกศิษย์ของท่านให้สะอาดมากพอเสียก่อน นั้นคือการให้ศึกษาธรรม และให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่เช่นนั้น ถ้าปล่อยให้ฝึกได้ไป มันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาอาวุธไปใส่มือโจร
7 U: ]; k. y( W4 {0 B8 X/ u
/ t+ X6 v/ M8 `# Q๖. พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีสอนปรยัติก่อนที่จะสอนกรรมฐานให้ทุกครั้ง ถ้าสังเกตุดีๆ ก่อนที่ลูกศิษย์จะเรียนมโมยิทธิ ท่านจะบอกให้รู้จักการถือศีล ๕ และ ศีล ๘ จากนั้นก็จะสอนให้รู้จักกับการตัดสังขารร่างกาย สอนให้พิจารณาความตายก่อนทุกครั้ง ไม่ให้ยึดติดสิ่งสมมุติใดๆทั้งหลายในโลก เช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกทั้งสิ้น จากนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงค่อยสอนฤทธิ์มโนมยิทธิให้ เพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านนำวิชามโนมิยทธินี้ไปใช้ประโยชน์เพื่อความบรรลุมรรคผล ไม่ใช่นำวิชาของท่านไปใช้ในทางมิชอบมิควร ใช้ฤทธิ์เพื่อสนองตัณหาตนเอง ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่น
) R/ v" |% [' k- E7 U* R
‹ ก่อนหน้า|ถัดไป

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2026-2-17 00:41 , Processed in 0.171531 second(s), 15 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.