แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 2558|ตอบ: 0
go

ที่มาพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2014-11-15 18:35 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

img068.jpg



ที่มาพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก


(แหล่งที่มา : นาคฤทธิ์ รวบรวมชำระสะสาง (๒๕๔๐-๒๕๔๕). (๒๕๔๕, ๑ ตุลาคม). พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก ฉบับชำระสะสาง กัณฑ์ที่ ๑๑ ตอน ความพิสดารพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก “ศิลาจารึก พระบาทพระธาตุในลังกาทวีป” (พิมพ์ครั้งที่ ๑). เชียงใหม่ : ลานนาการพิมพ์, หน้า ๑๙๒-๑๙๖ ) กล่าวว่า


“…ตำนานพระบาทและพระธาตุของพระพุทธเจ้านี้ เทวดาพระอินทร์และพระพรหมพระอรหันต์ทั้งหลาย ได้เฝ้ารักษาพระธาตุเจ้าทั้งหมดไว้และได้กำหนดชื่อพระบาทและพระธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในกระดานหินประดิษฐานไว้ในเมืองลังกาทวีป หินก้อนนั้นยาว ๒๐ ศอก กว้าง ๕ ศอก (บางฉบับว่า กว้าง ๔ ศอก หนา ๕ ศอก ยาว ๑๕ ศอก) ในที่ประดิษฐานแผ่นหินนั้นเคยเป็นที่พระพุทธเจ้าทรงประทับเป็นครั้งแรก เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จไปเมืองลังกาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วในปีเต่าสัน (ปีวอก) เดือน ๖ เพ็ญ หลังจากนั้น ๑ ปี คนทั้งหลายจึงพากันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองลังกาที่นั้นซึ่งเป็นกัลยาณมิตรกับด้วยพระเจ้าอโศกราช แล้วขอเอาพระศาสนาไปเผยแพร่ในลังกาทวีปพระเจ้าอโศกราชจึงทรงอาราธนานิมนต์พระมหินทเถรผู้เป็นราชโอรสให้เป็นประธานแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย ชักชวนพระอรหันต์ทั้งหลายนำเอาพระพุทธศาสนาพระธาตุและไม้ศรีมหาโพธิ์ไปประดิษฐานไว้ในเมืองลังกา คนทั้งหลายก็พร้อมใจกันสร้างมหาวิหารครอบแผ่นหินที่เป็นตำนานของพระธาตุและพระบาทไว้ สถานที่นั้นจึงเป็นวัดปรากฏชื่อว่า "มหาเสลอาราม” คือ “วัดพระหิน” นั้นแล


เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้แล้วพระองค์ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานไป เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้วได้ ๒๐๕๐ พรรษา มีพระยาธรรมิกราชพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “พระเจ้าอนุรุทธธรรมราช” เสวยราชสมบัติในเมืองหงสาวดีราชธานี พระองค์มีพระทัยเลื่อมใสศรัทธา มีพระประสงค์ใคร่รู้ว่า “ศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ประดิษฐานไว้ ๑๐๑ เมืองในชมพูทวีปนี้ จะมีเมืองใดบ้างที่ยังคงเจริญรุ่งเรืองอยู่” พระองค์จึงทรงอาราธนานิมนต์พระเถระเจ้าทั้งหลายรวม ๑๐๑ รูป ต่างรูปต่างก็จำพระไตรปิฎกทั้งสิ้นให้ท่านได้เดินทางไปตลอด ๑๐๑ เมือง คือนิมนต์ให้ท่านไปดูในเมืองราชคฤห์ที่พระมหากัสสปเถรเจ้านิพพาน ๑ รูป ที่เมืองวิเทหะอันพระจุลกัสสปนิพพาน ๑ รูป และนิมนต์ให้ไปเมืองต่างภาษาอันได้ ๑๐๑ ภาษา ทุกเมืองเมืองละ ๑ รูป


สำหรับ พระมหาสามีธรรมรส ผู้มีพรรษาได้ ๒๐ พรรษา พระองค์นิมนต์ว่า “ขอพระคุณเจ้าไปดูพระพุทธศาสนาพระบาทและพระธาตุเจ้าเมืองลังกาทวีป ให้ได้รู้ได้เห็นคุณวิเศษที่มีในเมืองลังกาทวีปนั้นโดยแจ่มแจ้งทุกประการแล้วโปรดกรุณากลับคืนมาชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบทุกประการเถิด" แล้วจึงรับสั่งให้คนทั้งหลายทำเรือสำเภาให้มั่นคงดีแล้วจึงนิมนต์พระมหาสามีเจ้าไปถึงแล้ว จึงเข้าไปพักอยู่ วัดหลวงพระหิน อันเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระมหาสังฆราชานายก สมเด็จพระมหาสังฆราชตรัสถามว่า “ดูราท่านธรรมรสผู้มีอายุ ท่านเดินลงมาถึงประเทศบ้านเมืองที่นี้ ท่านมีความประสงค์สิ่งใด”


พระมหาสามีธรรมรสทูลว่า “ข้าแด่พระมหาสังฆนายก ในกาลบัดนี้มีพระยาธรรมิกราชองค์หนึ่งปรากฏขึ้น ทรงพระนามว่า พระเจ้าอนุรุทธธรรมราช ถวายราชสมบัติเป็นเอกราชใหม่ๆ พระองค์มีพระทัยปสาทศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาประสงค์จะยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองในเมืองหงสาวดีราชธานี จึงมีพระทัยใคร่ทรงทราบว่าพุทธศาสนาที่ประดิษฐานอยู่ในสกลชมพูทวีป ๑๐๑ เมืองนั้นยังมีเมืองใดที่พระพุทธศาสนายังเจริญรุ่งเรือง จึงอาราธนานิมนต์พระมหาเถรเจ้าทั้งหลาย ๑๐๑ รูป ให้ไปดูในเมืองต่างๆ เมืองละ ๑ รูป ๑๐๑ ภาษา อันเป็นมหานครนั้นทุกแห่ง ให้ข้าพเจ้ามาสู่ลังกาทวีปที่นั้นเดินทางมาทางทะเลเป็นเวลา ๖ เดือน จึงมาถึง ประสงค์เพื่อจะมานมัสการพระธาตุและรอยพระบาทและดูพระพุทธศาสนาในเมืองลังกาทวีปนี้”


มหาสังฆราชจึงตรัสว่า “สาธุ สาธุ ดีดีแท้แล ดูราท่านธรรมรส ท่านได้เข้ามาถึงที่นี้ประสงค์เพื่อจะมานมัสการพระสรีรธาตุและพระบาท ตลอดถึงไม้ศรีทักขิณสาขามหาโพธิ์นั้น เป็นการดีแก่ท่านยิ่งนัก แต่โดยแท้ พระบาท พระธาตุและไม้ศรีมหาโพธิ์อันประเสริฐ ก็มีอยู่ในชมพูทวีปโน้นเป็นอันมาก เพราะว่า เมื่อพระสัมพัญญูพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงพาพระอรหันต์ทั้งหลายเสด็จจาริกไปโปรดเวยไนยสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงไว้พระบาทและพระเกศาธาตุในที่ต่างๆ และทรงพยากรณ์ไว้ว่าพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วให้นำเอาพระธาตุไปประดิษฐานไว้ในบ้านใหญ่บ้านน้อยและบ้านใหญ่เมืองน้องทั้งหลาย”


เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระอรหันต์ พระอินทร์และพระเจ้าอโศกราชได้พร้อมกันอัญเชิญพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานไว้ในที่ที่พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ทุกแห่ง เทวดาทั้งหลายที่อยู่เฝ้ารักษาพระบาทและพระบรมธาตุ เขาก็เอาชื่อบ้านชื่อเมืองประเทศชื่อถ้ำหรือชื่อภูเขาอันเป็นที่ประดิษฐานพระบาทหรือพระธาตุทั้งสิ้นในชมพูทวีปมาเขียนไว้ในฝาผนังวิหารด้วยถ้อยคำว่าพระบาทหรือพระธาตุชื่อนี้ชื่อนั้นประดิษฐานไว้ในเมืองชื่อนั้นในบ้านชื่อนี้ในป่าชื่อนี้ในดอยชื่อนี้ในถ้ำคูหาชื่อนี้ได้เขียนสารตราไว้ในวิหารที่นี้ ท่านใคร่รู้ใคร่เห็นจงไปอ่านเอาเถิด”


พระมหาสังฆราชวัดพระหิน เมื่อตรัสบอกเช่นนั้นแล้ว จึงนำเอาหนังสือตำนานพระบาทและพระธาตุที่ประดิษฐานไว้ใน ๑๐๑ เมือง ในชมพูทวีปทั้งสิ้นนั้นมาให้พระมหาสามีธรรมรสได้อ่าน เมื่อท่านอ่านได้ดูแล้วก็รู้ทุกแห่งว่า “พระธาตุพระพุทธเจ้า” ที่ประดิษฐานอยู่ในเมืองหงสาวดีมี ๕๒ แห่ง ประดิษฐานอยู่ในบริเวณเมืองหริภุญชัยมี ๒๓ แห่ง กับรอยพระพุทธบาทอีก ๑๒ แห่ง พระบรมธาตุและรอยพระพุทธบาทที่มีในเมืองไทยทั้งหมด ๗๐ แห่ง ท่านก็รู้แจ่มแจ้งทุกแห่งทุกที่ตั้ง ๑๐๑ เมือง แล้วท่านพระมหาสามีก็คิดว่า “ตำนานพระบรมธาตุและพระพุทธบาทที่มีใน ๑๐๑ เมืองนั้น หากว่าเราจะเขียนเอาไปทั้งหมด ก็ไม่อาจจะไปนมัสการได้ทุกแห่ง เพราะว่าอยู่ห่างไกลยิ่ง เราจะเขียนเอาเฉพาะที่เราสามารถจะไปนมัสการกราบไหว้ถึงเท่านั้นเถิด” เมื่อท่านคิดเช่นนี้แล้วท่านจึงได้เขียนตำนานพระธาตุและพระบาทเอาที่อยู่ในเมืองใกล้ๆ คือตำนานพระธาตุและพระบาทที่มีอยู่ในเมืองยวนและเมืองหริภุญชัยนครทั้งสิ้น ตลอดถึงตำนานพระธาตุพระบาทที่มีอยู่ในเมืองลื้อเมืองไทยทั้งมวล (คือเมืองลื้อเมืองไต)


ท่านพระมหาสามีธรรมรสอยู่จำพรรษาในลังกาทวีป ๑ พรรษา แล้วจึงขึ้นเรือสำเภากลับคืนมาเมืองหงสาวดี ใช้เวลาเดินทางนาน ๖ เดือน แล้วก็เทศนาบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆ ที่ท่านได้รู้ได้เห็นและได้นมัสการมาให้แก่พระเจ้าอนุรุทธธรรมราชทุกประการ จากนั้นท่านก็ได้จาริกออกเดินทางไปนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทและพระบรมธาตุในเมืองหงสาวดีราชธานีทุกแห่ง แล้วก็เดินทางไปไหว้พระพุทธบาทและพระบรมธาตุในเมืองลื้อในเมืองไทยทุกแห่ง ตามที่ตำนานได้กล่าวถึง จนกระทั่งมาถึงดอยเกิ้งคำเมืองหอด (อำเภอฮอด ในปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่) ท่าหัวเคียน ในเวลานั้นมีพระเถรรูปหนึ่งชื่อว่า มหาโพธิสมภาร ท่านเป็นลูกชาวนาวาการ คือช่างทำเรือ ท่านอยู่ในอาวาสใกล้เชิงเขาดอยเกิ้งคำที่นั้น มีพรรษาได้ ๖๐ พรรษา ได้ยินข่าวว่า พระมหาธรรรสเมืองหงสาวดีได้ไปเมืองลังกาทวีป ท่านได้ตำนานพระบาทพระธาตุมา เมื่อมาถึงเมืองหงสาวดีแล้วท่านก็ได้เที่ยวจาริกไปไหว้บูชาพระบาทพระธาตุทั้งหลาย จนกระทั่งมาถึงที่นี้ ตำนานพระบาทพระธาตุอันวิเศษนั้นเป็นของหายากยิ่ง เราควรขอลอกเขียนเอาเถิด" เมื่อรำพึงเช่นนี้แล้ว จึงเข้าไปสู่สำนักมหาเถรชาวมอญองค์นั้น แล้วก็ขอลอกเขียนเอาตำนานพระบาทพระธาตุเรื่องนี้ไว้ เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ท่านได้ลอกเขียนเอาในปีกำเม็ด (มะแม) จุลศักราช ๘๘๔ (พ.ศ.๒๐๖๖) เดือน ๗ ดับวันอังคาร ไทยรวายยี


นับตั้งแต่นั้นต่อมา เจ้าไทยคือพระภิกษุหรือบุคคลใด มีเจตนาจักใคร่คัดลอกเขียนเอาไว้ ก็ให้ลอกเขียนเอาทั้งหมดทุกตัวอักษรหมดสิ้นถ้อยคำที่มีอยู่ไม่ให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว หากว่าไม่มีความอุตสาหะเขียนลอกให้หมดถ้อยคำได้ก็ไม่ควรจะคัดลอกเอาเป็นการดีที่สุด เพราะจะทำให้เรื่องราวขาดหายเป็นกระท่อนกระแท่นไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่ง ผู้ใดจะลอกเขียนเอา ให้ฟังคำตักเตือนของเราผู้ชื่อว่าโพธิสมภารนี้เถิด จึงจะเป็นการดียิ่ง


ต่อจากนั้นมา ยังมีพระมหาเถรองค์หนึ่งชื่อว่า อรัญญิกวัตร ท่านมีปรกติอยู่ในป่าท่านได้คัดลอกเอาจากสำนักพระมหาเถรโพธิสมภาร ในปีเบิกไส้ (มะเส็ง) จุลศักราชได้๘๙๐ เดือน ๗ แรม ๘ ค่ำ วันเสาร์ไทยว่าวันกัดไส้


ต่อจากนั้น พระมหาสามีเชตวัน ก็ได้คัดลอกเอาตำนานเรื่องนี้ จากสำนักพระมหาวัดป่าเจ้าองค์นั้นคือ พระอรัญญิกวัตรในปีเบิกใจ้ (ปีชวด)


ต่อจากนั้น พระมหาธรรมจุฬ อยู่เมตตาในวัดสนุก ท่านก็ได้คัดลอกสืบเอาแต่สำนักพระมหาสามี วัดป่าเชตวัน ในปีเบิกใจ้(ปีชวด)


ต่อจากนั้นมา พระอนุรุทธ อยู่วัดมหาธาตุ ในเมืองหริภุญชัยนคร ได้คัดลอกเอาจากพระมหาสามี วัดป่าเชตวัน ในปีล้วงเหม้า(เถาะ) จุลศักราช ๘๙๓ เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ วันศุกร์ไทยว่าวันยี


ต่อจากนั้นมา พระมหาสังฆราชเจ้า วัดในเมืองลำพูน ก็ได้คัดลอกเอาจากพระมหาอนุรุทธเถร


ต่อจากนั้นมา อโนรสภิกขุ ก็ได้คัดลอกสืบต่อจากพระมหาสังฆราชละพูน (ลำพูน)


ต่อจากนั้นมาอุบาสกผู้หนึ่งชื่อว่า พวกปวง ก็คัดลอกสืบต่อจากสำนักอโนรสภิกขุ วัดบ้านงวก เมืองลังเมืองเชียงใหม่


ต่อจากนั้นมา พระมหาเถรเจ้าองค์หนึ่งได้คัดลอกเขียนต่อจากอุบาสกพวกปวง


ต่อจากนั้นมา พระมหาเถรธรรมจุฬา ได้คัดลอกเขียนต่อจากพระมหาเถรเจ้าองค์นั้น


ต่อจากนั้นมาอุบาสกผู้หนึ่งได้คัดลอกสืบต่อเอาจากพระมหาเถรธรรมจุฬา ในปีเมืองไส้ (มะเส็ง)ศักราช ๙๐๙ เดือน ๕ ขึ้น ๘ ค่ำ วันอังคาร ไทยเมืองเหม้า ฤกษ์ได้ ๑ ตัวชื่อว่า ภรณี


ต่อจากนั้นมา พระพุทธวังสะเถร ได้ตัดลอกสืบต่อจากอุบาสกผู้นั้น


ต่อจากนั้นมาลูกศิษย์ของท่านพุทธวังสะเถร ชื่อว่า สุวรรณภิกขุ ได้คัดลอกเขียนต่อจากพระพุทธวังสเถร


ต่อจากนั้นมา พระมหาสังฆราชศรีสองเมือง ผู้มีชื่อว่า นาคเสน อยู่วัดบ้านดอกคำ เมืองหย้อบุญเหนือ ได้คัดลอกสืบเอาจากพระอินทปัญญาเถร ในปีกดยี (ขาล) ถึงปีล้วงเหม้า (เถาะ) จุลศักราช ๙๙๖ เดือน ๖ ขึ้น ๒ ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทยเบิกยี เสร็จในเวลาเย็น


ต่อจากนั้นมา พระมหาขนานน้อย ก็คัดลอกเขียนต่อจากพระมหาสังฆราชศรีสองเมือง ในปีก่าเหม้า (เถาะ) จุลศักราช ๑๐๒๕ เดือนออก ๙ ค่ำ วันจันทร์ ไทยกัดเหม้า เวลาพลบค่ำ


ต่อจากนั้นมา พระมหาเถรปัญญาเถร ชาวเชียงรุ้งเมืองลื้อ ท่านมาอยู่เมตตาสั่งสอนศรัทธาทั้งหลายอยู่วัดบ้านแหลงเมืองลา ได้คัดลอกจากเจ้ามหาขนานน้อย ในปีเบิกสัน (วอก) จุลศักราช ๑๑๓๐ เดือน ๙ ขึ้น ๖ ค่ำไทยเบิกสะง้า เวลาเที่ยงวัน


ต่อจากนั้นมาเป็นเวลานานมากมีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า โกวิทา ได้มาขอคัดลอกจากพระมหาปัญญาวุฒิ ครั้งในปีกาบสะง้า (มะเมีย) จุลศักราช ๑๑๓๖ เดือน ๔ ขึ้น ๖ ค่ำ


ต่อจากนั้นมาพระราชครูองค์หนึ่งนามว่า มหาปัญญาวิเศษ ได้คัดลอกสืบต่อจากพระมหาโกวิทา


ต่อจากนั้นมา มหาพลปัญโญภิกขุ ได้คัดลอกเขียนต่อมา


ต่อจากนั้นมาอุบาสกผู้หนึ่งชื่อว่า ปัญญา เป็นชาวบ้านผองเมืองลวง ได้คัดลอกเขียนจากพระมหาพลปัญโญภิกขุในปีรวายสี (มะโรง) จุลศักราช ๑๑๔๓ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑ ค่ำ


ต่อจากนั้นมา พระมหาเกสโรภิกขุ อยู่วัดบ้านฝายเมืองลวง ได้คัดลอกเขียนจากหนังสือของปัญญาอุบาสก ในปีเบิกสะง้า (มะเมีย) จุลศักราช ๑๑๖๐ เดือน ๙ ขึ้น ๒ ค่ำ วันอังคาร ไทยกาบเส็ด ฤกษ์ตัวที่ ๑๘


ต่อจากนั้นมา พระมหาวินทภิกขุ อยู่เมืองลัวะ มาอยู่ประจำเป็นราชครูอยู่ในเมืองบ้านยู้ ได้คัดลอกเขียนออกมาเพื่อให้คฤหัสถ์และนักบวชทั้งหลายได้อ่านได้ฟัง เพื่อให้เขาเกิดความเชื่อความเลื่อมใสในพระศาสนา คัดลอกสำเร็จในปีล้วงเล้า (ระกา) จุลศักราช ๑ อธิกมาสเดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพุธไทยดับไส้ เวลาเย็นเป็นเวลาเย็นเป็นการแล้วเสร็จแห่งหัตถกรรมคือการคัดลอกเพื่อให้เป็นที่เจริญรุ่งเรืองแก่พระศาสนาตราบสิ้น ๕๐๐๐ พรรษา


ต่อจากนั้นมามีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “ชินวังสมหาราช” เสวยราชสมบัติในมหารัฐคือเมืองหลวง ได้คัดลอกสืบต่อจากสำนักพระมหาเถรเจ้า ที่อยู่ภัททลีอารามคือวัดป่ากล้วย เมืองสิงห์  ปีกุดสะง้า (มะเมีย) จุลศักราช ๑๑๖๒ เดือน ๑๒ แรม ๖ ค่ำ วันพุธ เวลาสายได้ฤกษ์ตัวที่ ๗


ต่อจากนั้นมาอุบาสกทั้งหลายที่เป็นศรัทธาวัดบ้านก้อน เมืองน่าน ได้รู้เห็นตำนานพระธาตุและพระบาทก็บังเกิดโสมนัส จึงปรึกษากันแล้วติดตามตำนานเรื่องนี้ ไปถึงภูมินทอาราม(วัดภูมินทร์) และวัดต่างๆ ในเมือง ขอคัดลอกเขียนเรียนต่อ เริ่มตั้งแต่เดือน ๙ แรม ๗ ค่ำ วันอาทิตย์ จุลศักราช ๑๑๗๔ คัดลอกเสร็จสมบูรณ์ในโลหชาเลนอาราม ในวันเดือน ๑๒ แรม ๑๕ ค่ำ วันศุกร์ ไทยกาบไจ้ได้ฤกษ์ตัวที่ ๑๓


บุคคลใดคือคฤหัสถ์หรือนักบวชทั้งหลายทั้งหญิงชาย มีใจบังเกิดเจตนาศรัทธาเลื่อมใสในหัตถกรรมคัดลอกเขียนตำนานเรื่องนี้ด้วยตนเองก็ดีได้มีจิตใจรำลึกถึงเรื่องตำนานเรื่องนี้ก็ดี ได้สักการบูชาด้วยปรมามิสบูชาทั้งหลายเป็นต้นว่าข้าวตอก ดอกไม้ ข้าวน้ำโภชนาหาร ข้าวเปลือก ข้าวสาร สิ่งของ เงินทอง แก้ว แหวน มุกดาหาร วัตถาภรณ์ประทีป ธูปเทียน ฉัตร ธง ร่มน้ำร้อนน้ำเย็น ไม้สีฟัน ด้วยอันเคารพอย่างยิ่งก็ดีได้จดจำเรื่องราวของตำนานไว้ก็ดีได้แสดงบอกกล่าวเล่าให้ท่านผู้อื่นฟังก็ดีได้แสดงความเคารพด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็ดีได้เทศน์ให้คนและเทวดาทั้งหลายได้ฟังก็ดีเมื่อเทศน์หรือเมื่อฟังก็ฟังด้วยเคารพเกิดความเลื่อมใสยินดีในพระพุทธบาทและพระบรมธาตุที่พระพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จไปเผยแพร่พระศาสนาทรงเหยียบรอยพระบาทและประดิษฐานพระบรมธาตุไว้เมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ก็ดีและเมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วพระอรหันต์สาวกทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมธาตุพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานไว้เพื่อให้เป็นที่สักการบูชากราบไหว้ของคนและเทวดาทั้งหลายก็ดี


ทั้งหญิงชายคฤหัสถ์นักบวชทั้งหลายนั้นก็จะได้ผลานิสงส์เป็นอันมาก จนไม่อาจที่จะกำหนดนับได้ ท่านทั้งหลายที่กระทำดังกล่าวมา ได้ชื่อว่าเป็น  อวินิปาตบุคคลคือบุคคลที่ไม่มีโอกาสไปเกิดในอบายทั้งสี่มีแต่จะพุ่งดิ่งตรงต่อพระนิพพาน เพราะบุคคลนั้นเสมอดังได้รู้ได้เห็นและได้ปฏิบัติอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลาประการหนึ่ง เสมอดังได้อภิวาทกราบไหว้บูชา และเสมอดังได้ถวายจตุปัจจัยทุกวันประการหนึ่ง เสมอดั่งได้พูดได้คุยได้ถามปัญหาซึ่งพระพุทธเจ้าทุกวันทุกเวลาประการหนึ่ง เสมอดังได้เดินตามหลังพระพุทธเจ้าทุกบาททุกก้าว ประการหนึ่งเสมอดังได้สดับตรับฟังพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาคำสอนทุกเวลาประการหนึ่ง เสมอดังได้ปลูกสร้างพระเจดีย์พระวิหารอันเป็นที่สำราญของพระบาทพระธาตุเจ้าทั้งหลายที่ได้กล่าวมาทุกแห่งประการหนึ่ง เสมอดังได้น้อมตนเข้าไปสักการบูชากราบนบอุปัฏฐากพระพุทธบาทและบรมธาตุทุกเวลา ประการหนึ่ง เสมอดังได้บำเพ็ญกุศลส่วนบุญด้วยปากด้วยกายและด้วยใจทุกเวลา


ด้วยเดชแห่งผลานิสงส์ดังนี้จะอุปถัมภ์ค้ำชูอุดหนุนให้ตั้งอยู่ในทางที่ชอบ ประกอบด้วยยศศักดิ์ชื่อเสียงที่เลื่องลือเป็นผู้ฉลาดมีญาณปัญญายิิ่งกว่าคนทั้งหลาย ภัยอันตรายต่างๆ ก็ดีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ดี อุบาทว์และศัตรูต่างๆ ก็ย่อมจะระงับดับหายไปจะสัมฤทธิ์สมบูรณ์ด้วยสิ่งของเงินทองข้าวเปลือกข้าวสารทั้งปศุสัตว์จักอุดมด้วยฤทธิ์เดชยิ่งนักจะประสบสุขในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป ยิ่งกว่าคนและเทวดาทั้งหลาย หากว่ามีบุญสมภารมากก็จะได้ถึงพระนิพพานในศาสนาของพระพุทธเจ้าโคตมะนั้นแน่นอนแม้นว่าบุญสมภารยังไม่บริบูรณ์เต็มที่ ยังจะต้องท่องเที่ยวเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสารจะไม่ได้ไปเกิดในอบายทั้งสี่แม้แต่ครั้งเดียว จะได้เห็นพระศรีอริยเมตไตรยและจะได้ถึงมรรคผลธรรมในศาสนาแห่งพระศรีอริยเมตไตรยนั้นโดยไม่ต้องสงสัยแลฯ…”




ขอขอบพระคุณและโมทนาบุญอย่างสูงสำหรับข้อมูลจาก:

        ** นาคฤทธิ์ รวบรวมชำระสะสาง (๒๕๔๐-๒๕๔๕). (๒๕๔๕, ๑ ตุลาคม). พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก ฉบับชำระสะสาง (พิมพ์ครั้งที่ ๑). เชียงใหม่ : ลานนาการพิมพ์.


บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2019-2-19 21:03 , Processed in 0.019280 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.