แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 7463|ตอบ: 6
go

การได้ ฌาน และการใช้ประโยชน์จาก ฌาน

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

webmaster โพสต์เมื่อ 2011-8-5 11:31 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แค่คำว่า ฌาน อย่างเดียวพิมพ์หนะพิมพ์ง่ายมาก อธิบายก็ง่ายมาก แต่ปฏิบัติให้ถึงมัน ยากและ ปรับตัวเข้ากับสภาวะ ฌาน ที่เกิดยากขึ้นไปใหญ่บางคน เล่นเอาเครียด ไม่รู้ว่าสภาวะที่เกิดตนเองเป็นอะไร บางทีก็คิดว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว แบบนี้ ขี้หมาตกม้าตาย ...

อุปมาอุปมัย ฌาน ก็ คือ ก้อนหิน กินเลส เปรียบดั่ง หญ้า การที่เอา ฌาน มากดทับกิเลส ก็เหมือนเอาหินมาทับหญ้า ถามว่า หญ้าตายไปไหม หย้าไม่ตายเพียงแต่หยุดการเจริญเติบตัวชั่วขณะ พอเอาหินออก หญ้าก็เจริญงอกงามตามเดิม ... ไอ้ที่ว่า สมถะไม่มีประโยชน์ ไม่จำเป็นไม่ใช่ พุทธวิชา ลองมาพิจารณาดูว่า

ดูถูกได้ แต่ถามว่า ตนเองเข้าใจและปฏิบัติถึงไหม ถึงมาวัดว่าไม่มีประโยชน์ และเอาแต่วิปัสสนา มันยากนะสำหรับคนที่คิดว่ามันไม่มีประโยชน์ พอมาปฏิบัติจริง แค่ ขณิกสมาธิก็อวกแล้ว นั้นหละ ... เพราะไม่ปฏิบัติถึงไม่รู้ความยากง่ายไงหละ

ทีนี้สังเกตยังไงคนที่นั่งสมาธิแล้วได้ ฌาน และทรงอารมณ์ปิติอยู่ ...ก่อนอื่นหน้าตาคนที่ทรงสมาธิ จะดูแล้วมีความสง่าขึ้น หมายถึงดูสดชื่น มีน้ำมีนวล หน้าตาอิ่มเอิบ แบบนี้เพราะผลของ ปิติ และสุขเกิด ก็ส่งออกมาทางกายให้เห็น และดูความเย็นในอารมณ์ ว่าจากเคยอารมณ์ร้อนทีนี้ก็ใจเย็นขึ้น เพราะสมาธิเป็นของเย็นมิใช่ของร้อนเมื่อเกิดในสภาวะจิต ก็ย่อมเยือกเย็น

พอเราได้ ฌาน ก็ ทรงฌาน ให้ได้เอาไปใช้กับชีวิตประจำวันเอาให้รู้เท่าทันกิเลสอารมณ์กิเลสมากระทบจิต จิตจะไวขึ้นรู้เท่าทันยิ่งขึ้น เปรียบ ฌาน ดั่งเซฟทีคัต ตัดก่อนตาเตือนก่อนวายวอด เมื่อเกิดสภาวะอารมณ์กิเลสเข้ามากระทบ ฌาน จะมากดอารมณ์นั้นทันที โดนอัตโนมัติ เช่น พอเสียของที่รักหรือคนที่เรารักไป ไม่ว่าจะเลิกลา หรือตายจาก ก็ดี สภาวะที่เกิด จะนิ่งเฉย แต่จะมีสัญญามาค่อยกวนให้ยอมรับในสภาวะกิเลสอยู่ตลอดเวลา คือ อารมณ์ที่คิดในส่วนของกิเลส เช่น เกิดเหตุแบบนี้เราต้องร้องไห้เสียใจ เจ็บอกเจ็บใจ ปวดใจ ฟังเพลงเศร้าแล้วร้องไห้ แบบนี้เป็นต้น นี่คือ สัญญา ที่จิตจะเอามาเป็น อารมณ์ คือ ส่งจาก สมองมายังจิตเรานั้นเอง แต่ในสภาวะการทรง ฌาน จิตจะทรงอุเบกขา คือ วางเฉยต่ออารมณ์กิเลส ไม่เอาเข้ามาในจิต การที่ ฌาน กดทับกิเลส ก็คือ อารมณ์สุขสบายที่เกิดจาก ฌาน มันมากและมันดีกว่า อารมณ์กิเลส จิตเลยไม่สนใจ อารมณ์นั้น จิตเลยมีสภาวะเบาสบายมีกำลังยิ่งขึ้น จังหวะนี้แหละ เมื่อจิตอยู่ในสภาวะเช่นนี้ เอาวิปัสสนาเข้ามาทำให้เกิดในจิต จิตจะตัดกิเลสได้ เพราะวิปัสสนา เพราะที่ตัดได้เพราะกิเลสกำลังมันน้อย ...

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

webmaster โพสต์เมื่อ 2011-8-5 11:31 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เหมือนเรารบกับข้าศึกเราตัดทางส่งเสบียง ส่งข้าวส่งน้ำ จนข้าศึกออ่อนแรงลง แต่เรามีกำลังยิ่งขึ้นเราก็รบชนะได้ไม่ยาก ...ตรงกันข้าม เอาแต่วิปัสสนา ก็ข้าศึกก็มีกำลังมันก็รบกันไม่ชนะเสียที บางทีข้าศึกมีกำลังมากกว่าเราก็แพ้ ตลอด ....มันก็เหมือน เอาแต่วิปัสสนา ก็เจอกับกิเลสมาทุกรูปแบบ จิตไม่มีกำลังก็แพ้ก็ตกเป็น ทาสของ อารมณ์กิเลส อยู่วันยังค่ำ

การได้ ฌาน และ ทรงฌาน ชีวิตจะเปลี่ยนไป คือ ขาดรสชาติทางโลกแต่มีรสชาติทางธรรมมาแทน เช่นดูหนังซื้่อตัวก็แพง แต่ดูแล้วไม่สนุกเลยเพราะจิตไม่ได้เอาอารมณ์กิเลสไปตามหนัง และไม่ได้ปรุงแต่งไปตามหนังนั้นเอง มีแต่อารมณ์นิ่งๆ เฉยๆ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน จิตก็วางเฉยต่ออารมณ์ภายนอก จับแต่อารมณ์ภายในแทน ...แม้แต่รส อร่อยที่เคยชอบ ก็เฉยๆ ...เป็นแบบนี้ถ้า ไม่เข้าใจว่า จิตทรงฌาน อยู่จะคิดว่าบรรลุธรรมแล้ว ไม่มีอารมณ์ในกิเลสแล้ว
แบบนี้พัง

อย่างที่บอกว่า พอเป็นสภาวะแบบนั้น ก็ให้ปฏิบัติวิปัสสนา เห็นจริงในทุกข์ มองจาก กายเรา และกายคนอื่น ว่ามีกายแล้วทุกข์ไหม เหตุทั้งหลายมันเกิดจากการมีกายใช่ไหม จนจิตไม่ปราถนามีกาย ตอนนั้นหละ สภาวะพระนิพพานก็เกิดขึ้นในจิต และจิตก็ปราถนาไม่มีกาย คือ การปราถนาพระนิพพาน นั้นเอง

คนฝึกสมถะไม่เคยปฏิเสธ วิปัสสนา แต่ คนฝึกวิปัสสนา ปฏิเสธ สมถะมาตลอด ...จริงอยู่ถ้าวิปัสสนาจนเข้มจนจิตมีกำลัง อันนี้ก็สามารถตัดกิเลสได้ แต่ถ้าว่าจะทำให้จนเข้มมันยากกว่า ที่จะใช้สมถะ และมาใช้วิปัสสนา ตัดกิเลส ...เมื่อรบไปเรื่อยๆ สักวันก็ชนะแบบนี้ วิปัสสนาจนเข้มจนตัดกิเลสได้ ...และรบด้วยใช้กลยุธ ตัดกำลังศัตรู เมื่อศรัตรู อ่อนกำลังลง ก็จัดการให้เด็ดขาด... ก็เหมือนเอา ฌาน มากดทับกำลังกิเลส พัฒนาระดับ ฌาน ให้จิตมีกำลัง เพราะกิเลสเกิดจากการมีกาย เมื่อ ฌาน กำลังเต็มที่ คือ จิต แยกจากกายได้ ก็เหมือน กิเลสไม่สามารถกดจิตเราได้ นั้นหละ โอกาสในการตัดกิเลส หรือโอกาสชนะมาถึงแล้ว ...

เลือกเอาวิธีการแล้วกันว่าจะเลือกแบบ ยาก หรือ ง่ายแบบลัด คือ เอา แต่สมถะ ไม่เอาวิปัสสนา หรือ เอาแต่วิปัสสนา แต่ไม่เอาสมถะ ... ถ้าเอาอย่างเดียวมันก็ขาดองค์ประกอบ จะให้ดีต้องมีทั้งสองแบบ คือ ทั้งสมถะและวิปัสสนา ...

ชิตังเม ชิตังเม ...

Rank: 1

yoioy โพสต์เมื่อ 2011-12-24 13:38 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
น้อมกราบพระรัตนตรัย น้อมกราบอนุโมทนา เป็นอย่างสูงครับ สาาาธุ สาาาธุ สาาาธุ

Rank: 1

TUMDEE โพสต์เมื่อ 2011-12-28 11:28 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
อนุโมทนา สาธุๆๆ

Rank: 1

999 โพสต์เมื่อ 2012-1-19 23:29 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สาธุ ครับ

Rank: 1

lastborn โพสต์เมื่อ 2012-2-16 12:17 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สาธุครับ...Administratorนายแน่มาก

Rank: 1

sopa2511 โพสต์เมื่อ 2014-7-3 16:25 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2019-2-19 20:58 , Processed in 0.028515 second(s), 14 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.