แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 5467|ตอบ: 8
go

เปลี่ยนชื่อแล้วทำไมจึงไม่สุข ไม่รวยเสียที [คัดลอกลิงค์]

Rank: 1

          พอดีไปเจอบทความนี้จาก http://torthammarak.wordpress.com    เลยคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับบางคนที่คิดจะเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลอยู่...ส่วนตัวเองไม่เคยคิดเลยค่ะ ทั้งๆที่รู้ว่าชื่อตัวเองนั้นตามหลักการตั้งชื่อนั้นผิดล้วนๆ  เพราะตัวเองเกิดวันจันทร์ ห้ามสระทุกๆ ตัวแต่ชื่อเรามีเพียบ.....แต่ก็ไม่เคยมีความคิดที่จะเปลี่ยนชื่อตัวเลยค่ะเพราะคิดว่าชื่อของตัวเองก็ไพเราะเพราะพริ้งดีอยู่แล้ว...แถมแม่เป็นคนตั้งให้เองโดยไม่ได้พึ่งตำราใดๆทั้งสิ้น ตำราคุณนายแม่นี่แหละศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วว...แอบบอกชื่อตัวเองนิดนึงนะคะ...“ทิพนารินทร์”...และที่สำคัญไม่รู้ความหมายอีกต่างหากแต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่เกิดแล้วก็ดีบ้างร้ายบ้างลุ่มๆดอนๆ  ไปตามโชคชะตากำหนด....เคยมีคนบอกว่าถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วรวยเค้าจะเปลี่ยนชื่อเหมือนกับเศรษฐีระดับโลกกันไปเลย  เปลี่ยนได้แต่ชื่อแต่ดวงเปลี่ยนไม่ได้ ชะตากรรมเปลี่ยนไม่ได้ก็คงไร้ความหมาย  เพราะไม่มีใครใหญ่เกินกรรม   ตามบทความเค้าว่าไว้อย่างนี้ค่ะ

                คนในยุคนี้หรือแม้แต่ยุคไหนก็ตามเมื่อชีวิตไม่พบกับความสุขหรือได้ในสิ่งที่ปรารถนาก็มักจะพยายามที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของตน เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลกหนึ่งในการที่พยายามเปลี่ยนโชคชะตาชีวิตของตนให้ดีขึ้นนั้นคือการเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเพื่อให้ชีวิตของตนนั้นเป็นมงคลมากขึ้น

หลายคนมีความชื่อว่าหากเปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตจะดีขึ้นทันตาเห็น เปลี่ยนชื่อแล้วจะรวยทันที ซึ่งก็อาจจะเป็นจริงได้ถ้ารู้จักวิธีที่ถูกต้อง

: l% |. N6 Z( l8 N9 l

เรื่องของความต้องการแรงปรารถนาใดๆ ที่อยากจะได้ในการเปลี่ยนชื่อเรื่องของชื่อที่เปลี่ยนมาแล้วนั้นจะไม่ขอพูดถึงเป็นเรื่องของจริตความชอบความต้องการของแต่ละคนแต่จะแนะนำว่าถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วทำอย่างไรถึงจะสุขและรวยได้จริง

1. เมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วให้หมั่นสร้างบุญขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรอย่างสม่ำเสมอ

% _; i+ O7 D4 u% y( z' b3 ?" k

เหตุผลที่ต้องบอกในเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเพราะหลายคนเข้าใจกันผิดๆ ว่าหากไปเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลแล้วจะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเขาจำไม่ได้จะได้ตามหาตัวไม่เจอแล้วจะได้หมดเวรหมดกรรมกันไปเหมือนกับบางคนที่พยายามจะหลอกเจ้ากรรมนายเวรหรือดวงวิญญาณประเภทไปตัดสติกเกอร์ติดรถว่า “รถคันนี้สีขาว” ทั้งๆ ที่เป็นรถสีดำ

เรื่องเล่านี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์เจ้ากรรมนายเวรนั้นเขาตามที่จิต ไม่ได้ตามที่รูปร่างหน้าตาหรือชื่อที่ต่อให้ไปเปลี่ยนอีกร้อยชื่อเขาก็ตามเจอไม่มีพลาด

เพราะกรรมที่เราทำกับเขานั้นถูกบันทึกไว้ในจิต ไม่ว่าจะตายแล้วเกิดใหม่กี่ชาติ ตายไปเกิดเป็นสัตว์อะไรรูปร่างอะไร  เกิดเป็นคนสัญชาติไหน ทวีปไหน เจ้ากรรมนายเวรเขาตามเจอทุกชาติภพแน่นอนคนที่เปลี่ยนชื่อต้องเข้าใจในเรื่องนี้เสียก่อน   ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่าเมื่อเราจะเปลี่ยนชื่อให้เกิดมงคลกับตัวนั้นเราต้องทำบุญเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองเสียก่อน โดยเริ่มจาก

- วันก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อหนึ่งวัน ให้ใส่บาตรหรือทำสังฆทานแล้วอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร (จะใส่กี่รูปก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีให้เท่ากับอายุของตนบวกอีกหนึ่ง เช่น อายุ 25 ปี ก็ใส่ 26 รูป ถ้าไม่มีปัจจัยให้ใส่ตามกำลังอย่าไปยืมเงินใครมาทำเป็นอันขาด เพราะจะติดหนี้กรรมเขาอีก)

ตอนสำคัญคือการอุทิศบุญแผ่เมตตา ต้องแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อน


+ t$ [, e, \9 y* Z4 P

เพราะถ้าเราไม่มีกำลังแล้วเราจะไปช่วยใครเขาได้คนที่กำลังจมน้ำนั้น ต้องช่วยตัวเองก่อนไม่ใช่ไปช่วยคนอื่น ตัวเองจะพาลจมน้ำตายเอาต้องเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตใหม่ชื่อใหม่ได้ด้วยในการที่จะช่วยเหลือใครต้องดูกำลังของตนด้วย

หลังจากนั้นให้อุทิศบุญแผ่เมตตาเจ้ากรรมนายเวรต้องเอ่ยแบบเจาะจงด้วยว่าอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรโดยเฉพาะที่ทำให้ตนเองพบกับความลำบากขัดสนหรือเจอกับอุปสรรคในเรื่องใดก็ว่าไป

แล้วบอกว่าตอนนี้ตนเองนั้นสำนึกผิดแล้วขอส่งบุญที่ทำนั้นเพื่อชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับท่านทั้งหลายถ้าท่านมารับบุญแล้วยินดีในบุญนี้ โปรดถอนตัวจากอุปสรรคกรรมที่ท่านทำให้เกิดขึ้นและขอให้อโหสิกรรมต่อท่าน เลิกจองเวรจองกรรมกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปและอุทิศบุญนี้ให้กับเทวดาประจำตัวของตน เพื่อให้ท่านได้รับบุญทุกครั้ง

- วันที่เปลี่ยนชื่อ ในตอนเช้าเมื่อตื่นมาให้ไหว้พระ สวดมนต์(ทำในบทแรกที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดในเรื่องทำให้ชีวิตดีขึ้นสุขขึ้นร่ำรวยขึ้นทันตาเห็นขอให้ย้อนกลับไปดูเพราะสำคัญมาก) และไปเปลี่ยนชื่อในวันนี้พยามทำให้ตัวเองมีความสุขใจมากที่สุด อย่าไปโกรธแค้นเคืองอะไรตั้งใจให้อโหสิกรรมทุกเรื่อง


  }0 L/ l# P2 Q$ w

ในวันนี้ให้รีบไปทำสังฆทานเสียจะวัดไหนก็ได้ ตอนกล่าวอุทิศบุญให้ใช้ชื่อใหม่ทันทีและหลังจานี้พยายามบอกถึงชื่อใหม่ให้กับคนที่รู้จักได้รู้ ไปเปลี่ยนหลักฐานต่างๆเสีย ทั้งชื่อบัญชี ชื่อในบัตรประชาชนทำอะไรได้ก็ให้รีบทำเสียให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ให้เอาชื่อใหม่เขียนลงกระดาษขอเมตตาพระสงฆ์เอาชื่อของเราไปวางที่ฐานพระพุทธรูปในวัดหรือไม่สะดวกให้เอาชื่อใหม่นี้มาวางที่ฐานพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้ที่บ้านที่ทำงานเพื่อให้เกิดความเป็นมงคล

- หลังจากนั้นให้เปลี่ยนกรรมปัจจุบันของตนเสีย โดยต้องตั้งมั่นในศีล 5 อย่างมั่นคงพยายามรักษาศีล 5ให้ได้ในทุกวัน สมาทานศีลทุกวันทั้งในตอนเช้าและอีกครั้งในก่อนเข้านอน พิจารณาว่าในระหว่างวันเราผิดศีลหรือไม่ถ้ายังพลาดยังผิดอยู่ไม่เป็นไรตั้งใจในวันรุ่งขึ้น จะทำให้ดีที่สุด

- ต้องลด ละ เลิกในการทำกรรมชั่วทั้งปวงทันที อะไรที่เคยทำผิดพลาดมาแล้วในตอนที่เป็นชื่อเดิมต้องเลิกให้หมดดูง่ายๆ ว่าถ้าเราทำแล้วเราเดือดร้อน คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นแหละคือกรรมชั่ว

- หมั่นสร้างบุญอย่าหยุด แล้วอธิษฐานจิตขอให้บุญที่สำเร็จแล้วนั้นเป็นพลังส่งให้ชีวิตพบแต่ความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมทำไมต้องอธิษฐานให้ดีทั้ง 2 ทางก็เพราะว่าในทางโลกเรามีความสุขในชาตินี้แต่ในทางธรรมจะเป็นเสบียงติดตัวเราไปในทุกชาติ ทุกภพ

- หมั่นสงเคราะห์สัตว์ปล่อยสัตว์ เพื่อให้ชีวิตเขาเหล่านั้นพบสุขบุญที่ทำตรงแบบนี้จะส่งผลให้อุปสรรคกรรมแม้จะเข้ามาในชีวิตที่ไม่มีทางเลี่ยงได้เพราะมาจากกรรมเก่า จะมีคนช่วยเหลือให้รอดได้

- หมั่นทำทานบ่อยๆเท่าที่จะทำได้ ทานที่ทำนั้นจะทำให้เกิดโภคทรัพย์การเงิน ไม่ขัดข้อง ไม่ฝืดเคือง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ทุกท่านพบกับความสุขความเจริญตามที่ท่านปรารถนา

การเปลี่ยนชื่อนั้นมีหลักง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านให้สังเกตเมื่อเราไปหาผู้รู้ให้ตั้งชื่อให้ ขอให้ลองดูว่าชื่อใหม่ที่ได้นั้นเราชอบหรือไม่เพราะถ้าเราชอบก็แสดงว่าเรามีบุญเชื่อมกับชื่อใหม่ที่เป็นมงคลนี้ เพราะแม้แต่เรายังไม่ชอบชื่อใหม่รับรองว่าชื่อนั้นอาจจะไม่ใช่ชื่อที่จะทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้นก็ได้


+ {1 v' f7 [; w

และครูบาอาจารย์ท่านยังฝากมาบอกกับคนที่เปลี่ยนชื่อทุกคนหากยังสร้างกรรมชั่วไม่ลด ละเลิก ถึงจะเปลี่ยนร้อยชื่อ พันชื่อจะกี่ภพกี่ชาติก็ไม่มีทางพบกับความเจริญแน่นอน

Rank: 1

ขอบคุณที่ร่วมกระทู้ครับ น่าสนใจมากครับ

Rank: 1

เห็นด้วยค่ะ  ชื่อดีแต่ยังก่ออกุศลกรรมอยู่ก้อจะไม่พบสุข
0 ]( m+ P' v7 c5 o+ T( P7 }

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เปลี่ยนชื่อแล้ว อย่าลืมโอนบุญ จากชื่อเดิมมาเป็นชื่อใหม่นะ อธิษฐานว่า "ข้าพเจ้า(ชื่อนามสกุลใหม่) ขอโอนบุญที่จะส่งไปยังสัมปรายภพหน้าที่ทำในนาม (ชื่อเดิม นามสกุลเดิม) มายังชาติปัจจุบัน ในนาม (ชื่อนามสกุลใหม่) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอผลบุญทั้งหมดรวมตัวส่งผลให้ข้าพเจ้า มีความคล่องตัวทั้งทางโลกทางธรรม คิดหวังสิ่งใดสมความปราถนา" + e8 K0 T; K4 }7 h* v
9 s# R9 p0 Y. x
แล้วกล่าวคำเบิกบุญว่า "เอหิ เอหิ เอหิ ปุญญานิ กะตะมะยัง โอโนชะยามะ" แล้วอธิษฐานจิตในสิ่งที่ปราถนา แล้วทำจิตให้นิ่ง จนรู้สึกมีลมเย็นๆ พัดมากระทบหน้าผากและกาย แล้วกล่าว สาธุๆ สามครั้ง  b  f3 a. r+ ?4 g6 N

5 Q4 O# J0 M8 \  `+ b& V3 b

$ d4 O9 _: O8 D$ O5 Fปล.เปลี่ยนชื่อและนามสกุลมากี่ครั้งก็กล่าวชื่อนั้น นามสกุลนั้นให้หมด เพื่อไม่ให้บุญตกค้างอยู่ชื่อเดิม ให้โอนมาชื่อใหม่ให้หมด บุญจะได้รวมตัวโดยเร็ว6 z2 x$ i4 O# w+ s

1 m! [2 f2 V, m/ h8 E# [& D

/ T9 Z) p& ^& P- ?! tอันนี้แนวทางของผู้ฝึกด้านจิตอภิญญาจะใช้แนวนี้
4 L$ ]3 ]) T4 x; g* `

Rank: 1

สาธุค่ะ

Rank: 1

) `; ?; z/ E* @& T0 c
"พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน"
5 D7 o) |: ^, @! {& m# v/ J
% L  W3 V- C; Jพุทธโอวาทก่อนปรินิพพานนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานแก่พระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐากและพระภิกษุคราที่ทรงปรงพระชนมายุสังขารออกเดินทางด้วยพระบาทเปล่าจากปาวาลเจดีย์ไปยังกรุงกุสินาราสถานที่ปรินิพพานตลอดพระชนมชีพ พระพุทธเจ้าหาได้ทรงท้อแท้หรือเหน็ดเหนื่อยต่อการเผยแพร่ธรรมไม่ยังทรงประกาศพระธรรมอันประเสริฐที่ทรงค้นพบด้วยพระองค์เองแก่พุทธบริษัท 4ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้คราเมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงปาวาลเจดีย์ ได้ประทับอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีเงาครึ้มต้นหนึ่งโดยมีพระอานนท์หมอบลงที่พระบาทมูลแล้วทูลว่า   h. \4 C% ?) H+ D/ U  G) C# X, Y: O
1 @7 D6 g6 L, q* Z8 y7 B; f+ ?
“ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์อาศัยความกรุณาแก่ข้าและหมู่สัตว์จงดำรงพระชนมชีพต่อไปอีกเถิดอย่าเพิ่งด่วนปรินิพพานเลย ”กราบทูลเท่านี้แล้วพระอานนท์ก็ไม่ทูลอะไรต่อไปอีกเพราะโศกาดูรท่วมท้นหทัย“ ( i' I3 Q& A" E: }

  a) p. E) G% u/ w0 J# U+ Bอานนท์เอ๋ย ” พระศาสดาตรัสพร้อมทอดทัศนาการไปเบื้องหน้าอย่างสุดไกลลีลาอันเด็ดเดี่ยวฉายออกมาทางพระเนตรและพระพักตร์ “เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจตถาคตจะต้องปรินิพพานในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ อีกสามเดือนข้างหน้านี้ อานนท์เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม่น้อยกว่า 16 ครั้งแล้วว่าคนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดีถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ได้ทูลอะไรเราเลยเราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อนๆนั้นถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไปเราจะห้ามเสียสองครั้งพอเธอทูลครั้งที่สามเราจะรับอาราธนาของเธอแต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก”
7 V, j) p+ w5 {/ h2 t, n6 [  `
“ อานนท์เอ๋ย ” บัดนี้สังขารอันเป็นเหมือนเกวียนชำรุดนี้เราได้สละแล้วเรื่องที่จะดึงกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้นไม่ใช่วิสัยแห่งตถาคต....บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดาหลีกเลี่ยงไม่ได้ อานนท์เอ๋ย ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดสิ่งทั้งหลายมีความแตกดับไปสลายไปเป็นธรรมดาจะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปเคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวทุกขณะ ” - ?7 S+ y& g! ~& f2 U0 p  f( I0 T
! }; d  E( T' v* W, J# b( w1 k9 F
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลเป็นพื้นฐานที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ประหนึ่งแผ่นดินเป็นสิ่งที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลาย เป็นต้นว่าพฤกษาลดาวัลย์มหาสิงขรและสัตว์จตุบททวิบาทนานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อมอยู่สบายมีความปลอดโปร่งเหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาดเช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน ”
- D  u. q* `8 @0 [/ o* i( |
" a5 s% p" ]" q“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือ ความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้นเป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนังมีประตูหน้าต่างปิดเปิดเรียบร้อย มีหลังคาป้องกันลม แดดและฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ ฝนตกก็ไม่เปียกแดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิก็ฉันนั้น ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวายเมื่อลม แดดและฝนกล่าวคือโลกธรรมแผดเผา กระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าสมาธิอย่างนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยี และเชือดเฉือนกิเลสอาสวะให้เบาบางและหมดสิ้นไป ” ) e% G% ^9 Q& O1 N1 A; @( M
+ I, }8 ?/ e9 Y* e' o8 _; J3 {
“ อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสอยู่โดยปกติ แต่เศร้าหมองไปเพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด ศีลสมาธิและปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตให้ขาวสะอาดดังเดิม จิตที่ฟอกด้วยศีล สมาธิและปัญญาย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง ”
/ v9 ^; ~+ c3 b7 H* ]' C0 I) X! X4 M4 `5 H3 S; H. z. R6 ^& \
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์ 8 ประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลายบท 4 คืออริยสัจประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุดบรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด มรรคมีองค์ 8นี่แลเป็นไปเพื่อทัศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์ 8 นี้อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไปตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติดังนี้พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร ) D- c0 s* m* G% f# [+ o; z

+ o3 _7 |1 ~! v% t”-------------------------------------------- % H6 }7 y$ Y8 z

7 q' V# @* q( [+ S6 _/ Q“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฐิ คือความยึดมั่นเรื่องของตนเสีย ด้วยประการฉะนี้เธอจะเบาสบายคลายทุกข์คลายกังวลไม่มีความสุขใดยิ่งกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม ”
6 B& m+ k6 f0 f$ T2 o- J( z, |# v. p1 F; K6 B
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ด้วยตัวเรานี้เองตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลยมนุษย์ได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตามแต่ก็ตามไม่เคยทันการแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้นเป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อยเหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียวมนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกินและเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือดวงจิตที่ผ่องแผ่ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรนเรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา เรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ภาระที่ต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องที่ใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้วในหมู่ชนที่เพ่งแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลาไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตาเขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆกันนั้นเขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง” * Z5 c& p  ~1 Z5 Y& S, _5 g

1 k& G  p8 L  D4 ?" J8 C; u! h, C“ ภายในอาคารมหึมาประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์ มีลมพัดเย็นสบายแต่สถานที่เหล่านั้นมักบรรจุไปด้วยคนที่มีจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมากภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบที่อยู่โคนไม้ได้อย่างไร ”
/ q7 D1 }) a3 A. |# {; ?1 p9 n6 E. n! n
“ ความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจแม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็มีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่าแน่นอนทีเดียวคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนี้มิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุขสงบเยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย ”
! J) m  l" L, e* m
; n; S9 @5 m) k  |5 d“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละละวางได้ จึงแย่งลาภและยศกันอยู่เสมอเหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วยหรือเหมือนไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกันจนพินาศกันทั้งสองฝ่าย น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนักถ้ามนุษย์ในโลกนี้ลดความโลภลง มีการเผื่อแผ่เจือจานโอบอ้อมอารี ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอกเห็นใจกันมีเมตตากรุณาต่อกัน และลดโมหะลง ไม่หลงงมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิตโลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก แต่ช่างเขาเถิดหน้าที่โดยตรงและเร่งด่วนของเธอ คือ ลดความโลภความโกรธและความหลงของเธอเองให้น้อยลง แล้วจะประสบความสุขเยือกเย็นขึ้นมาก เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใดความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น ”
4 p- y6 Y- {5 M3 t; m1 H8 P# Q7 _( i' h( F/ q2 ~# H
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ยิ่งเจริญก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจดูแล้วความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์ยังสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ดูอย่างเช่น ฝูงวิหกนกกา มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกันแต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่จะที่ต้องแบกไว้ คือ เรื่องกาม เรื่องกินและเรื่องเกียรติ สัตว์เดรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่งคือเรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกินนักพรตอย่างพวกเธอนี้ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียวแต่การกินอย่างนักพรตกับการกินของผู้บริโภคกามก็ดูเหมือนจะบริโภคแตกต่างกันอยู่ผู้บริโภคกามและยังหนาแน่นอยู่ด้วยโลกียวิสัย บริโภคเพื่อยุกามให้กำเริบจะต้องกินให้มีเกียรติกินให้สมเกียรติ มิได้กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะความจริงร่างกายคนเราไม่ได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิวก็ต้องการอาหารบำบัดความหิวเท่านั้นแต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างเกียรติยศ และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วงคนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้แต่จำเป็นต้องทำ เหมือนโคหรือควายซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถแต่จำใจต้องลากมันไป อนิจจา ”
' s5 J* H, B8 ~2 n' Z
# l, @/ T+ i$ w, Z------------------------------------------
: q2 |8 P6 d+ z7 n+ Y6 {5 D3 B4 f" W
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือก เหล็กหรือโซ่ตรวนใดๆเราไม่กล่าวว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจำ คือ บุตรภรรยาและทรัพย์สมบัตินี่แลตรึงมัดรัดผูกสัตว์ให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด เครื่องผูกที่ผูกหย่อนๆคือ บุตร ภรรยาและทรัพย์สมบัตินี่เอง รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะเป็นเหยื่อของโลกเมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น เขาจะพ้นจากโลกมิได้เลย ”
! P# J" u7 {; K8 w9 o+ k5 c5 w$ A  ]: U3 C1 B. D
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นดอกไม้กลิ่นจันทน์ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของสัตบุรุษนั้นแล สามารถจะหอมไปได้ทั้งตามลมและทวนลมคนดีย่อมมีเกียรติคุณฟุ้งขจรไปได้ทั่วทุกทิศ กลิ่นจันทน์แดง กลิ่นอุบล กลิ่นดอกมะลิจัดว่าเป็นดอกไม้กลิ่นหอม แต่ยังสู้กลิ่นศีลไม่ได้ กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งมวลถ้าภิกษุหวังจะให้เป็นที่รักที่เคารพ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีแล้วพึงเป็นผู้ทำตนให้สมบูรณ์ด้วยศีลเถิด ”
: G- q+ m6 M9 X* j  \. x  Z" p) s7 o+ e3 E
“ สัตว์โลกเมื่อเกิดมาย่อมนำความทุกข์ติดตัวมาด้วย ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออกความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว ”
5 Z, S. X! B# p2 U: h" c2 v0 b) m) K4 L/ H0 R( _
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งดิ้นรนกลับกลอกง่าย บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมันพวกเธอจงเอาสติเป็นขอเหนียวรั้งช้าง คือจิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดและควรแก่การสรรเสริญนั้นคือผู้ที่สามารถเอาชนะตนของตนเองไว้ในอำนาจได้สามารถเอาชนะตนเองได้ ผู้ชนะตนได้ชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม เธอทั้งหลายจงเป็นยอดนักรบในสงครามเถิดอย่าเป็นผู้แพ้เลย ”
( @, i9 H+ Q6 j
' Y. v  b8 @; P1 |1 @$ l“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัวอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนได้ เราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุด ผู้มีความอดทน มีเมตตาย่อมเป็นผู้มีลาภ มียศ อยู่เป็นสุข เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ”   ^. B$ b* ?" p" w% B' i& W) M$ v

& ]( v8 l7 Q5 M5 Y“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อลืมตาขึ้นดูโลกเป็นครั้งแรกเราก็ร้องไห้พร้อมกำมือไว้แน่นเป็นสัญลักษณ์ว่าเกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้นทุกคนแบมือออกเหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึกและเป็นพยานว่าเขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย ”
/ p: s) `5 }$ d: G) v
/ p* M* F1 f  G- C" ^% _7 R6 h“ เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรัก หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า แต่ทุกครั้งที่เราหวังความผิดหวังก็จะรอเราอยู่ ”
1 d6 T3 p( s/ \+ G9 |
' A9 H8 l7 k; E* H5 M“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าไม้จันทน์แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น อัศวินก้าวลงสู่สนามก็ไม่ทิ้งลีลาอ้อยแม้เข้าสู่เครื่องยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ประสบความทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม ” ' i, ?7 X  Z5 ?! H, W/ ]
1 x  |4 v3 a4 B; N. I' i4 e# C
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตระหนี่ลาภเป็นความโง่เขลา เหมือนชาวนาที่ตระหนี่ไม่ยอมหว่านพันธุ์ข้าวลงในนาข้าวเปลือกที่หว่านลงแล้วหนึ่งเมล็ดย่อมให้ผลหนึ่งรวงฉันใด ทานที่บุคคลทำแล้วก็ฉันนั้นย่อมมีผลมากผลไพศาล คนดีมีทรัพย์แล้วย่อมบำรุงมารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ให้เป็นสุขบำรุงสมณะพรหมาจารย์ให้เป็นสุข เปรียบเสมือนสระโบกขรณีอันอยู่ไม่ไกลจากบ้านหรือนิคม มีท่าลงเรียบร้อยสะอาดเยือกเย็น น่ารื่นรมย์ มหาชนย่อมได้อาศัย นำไปอาบดื่มและใช้สอยตามต้องการโภคทรัพย์ของคนดีย่อมเป็นดังนี้ หาอยู่โดยเปล่าประโยชน์ไม่ ” # G) e4 g: Y1 S$ `. Y0 H/ o
3 }/ S+ b5 S5 z3 b' |8 [$ Z
“ การเสียสละนั้น คือการได้มาซึ่งผลอันเลิศในบั้นปลาย ผู้ไม่ยอมเสียสละอะไรย่อมไม่ได้อะไร จงดูเถิดมนุษย์ทั้งหลายรดน้ำต้นไม้ที่โคนแต่ต้นไม้นั้นย่อมให้ผลที่ปลาย ”
7 \" Z( L. u, W* H4 T, C6 d) s/ [8 y7 n( ~+ m/ N1 {# u4 s4 J
“ บุคคลไม่ควรประมาทว่าบุญหรือบาปเพียงเล็กน้อยจะไม่ให้ผลหยาดน้ำที่ไหลลงทีละหยดยังทำให้แม่น้ำเต็มได้ฉันใด การสั่งสมบุญหรือบาปเพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นผู้สั่งสมบุญย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยบุญ ผู้สั่งสมบาปย่อมเพียบแปล้ไปด้วยบาป ”
6 ^* F8 P$ M9 G0 d! ?) S
& w% H) r( M2 t. k% x; P4 N& J7 X“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันร่างกายนี้สะสมแต่ของสกปรกโสโครก มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้งเก้ามีช่องหูช่องจมูก เป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด เป็นรังแห่งโรคเป็นที่เก็บโรค อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่างๆเข้าไว้แล้วซึมออกมาเสมอๆเจ้าของกายจึงต้องชำระล้าง ขัดถูวันละหลายๆครั้ง เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือสองวันกลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่น่ารังเกียจ เป็นของน่าขยะแขยง ”
. d$ o7 b1 G0 I# Y) |
! ]0 U$ j" B: z. c! A“ ดูกรอานนท์ บิณฑบาตทานที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาล คือ เมื่อนางสุชาดาถวายเราก่อนตรัสรู้ครั้งหนึ่งและอีกครั้งหนึ่งที่จุนทะถวายนี้ ครั้งแรกเสวยอาหารของสุชาดาแล้วตถาคตก็ถึงซึ่งกิเลสนิพพานครั้งหลังนี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทอง แล้วเราก็นิพพานด้วยขันธ-นิพพาน คือ ดับขันธ์อันเป็นวิบากที่ยังเหลืออยู่ ถ้าใครๆจะพึงตำหนิจุนทะ เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้ถ้าจุนทะพึงจะเดือดร้อนใจ เธอพึงกล่าวปลอบให้เขาหายกังวลใจเสียอาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา ”
3 P: ~' p- Y' m7 v" Y3 j6 U' ?; [2 u4 b: S0 S1 V
“ อานนท์เอ๋ย พึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าธรรมวินัยอันใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้วขอให้ธรรมวินัยอันนั้นจงเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราต่อไป ” ; y$ [! D0 _+ B/ _
$ e; y6 v' Z6 c
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่าสิ่งทั้งปวงมีเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด ” 5 D5 k. k8 i' \# V7 G0 W

: k* m: ^! K+ c) Z3 ?ย่างเข้าปัจฉิมยาม ณ ใต้ต้นสาละคู่แห่งกุสินารานครมีพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงปรินิพพานอยู่ในที่นั้นและพรั่งพร้อมด้วยพุทธบริษัทเนืองแน่นเป็นปริมณฑลทอดไกลสุดสายตา พระธรรมที่พระองค์ทรงพร่ำสอนมาตลอดพระชนมชีพว่าสัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุดนั้น เป็นสัจธรรมที่ไม่ยกเว้นแม้แต่พระองค์เอง
+ d1 v: E; q' f) {7 a1 s4 {. M9 {: S

Rank: 1

ตัวอย่างคำสุภาพ พอดีเข้าไปอ่านพบเลยนำมาให้อ่านเพื่อเราจะหลงลืมกันไปบ้าง คำบางคำเราก็เป็นคำสุภาพ  แต่ก็มีบางคำที่ยังคงใช้ คำเดิมกันอยู่ เช่น  ดอกมะลิ = ดอกมัลลิกา  ถึงแม้ชื่อเปลี่ยนเมื่อเอ่ยขึ้นมาเราก็นึกกันได้ว่าหน้าตามันเป็นเช่นไร มีตัวอย่างให้ดูกัน
* v6 A' r, j2 h; gคำสามัญ               คำสุภาพ
, }+ R0 @! q: @* S4 T  D5 Q+ B( oผักบุ้ง                ผักทอดยอด
  A* D5 O" G8 n  _2 _6 r4 H: Uผักกระเฉด        ผักรู้นอน
1 M9 F! D  Y0 E5 C! jผักตบ              ผักสามหาว
5 Y- H& O4 x. x" e' xผักอีริ้น             ผักนางริ้น/ j/ r2 I" }. K+ B
ต้นสลิด            ต้นขจร
6 i& w$ X% B3 z" @9 V, @0 Cดอกสลิด           ดอกขจร' q5 u8 e' A- Q  `& _, D; y6 w
ดอกซ่อนชู้        ดอกซ่อนกลิ่น
4 d% ~7 f4 i4 K( V* p! }0 u+ `ดอกนมแมว       ดอกถันวิฬาร์
  I" U6 A5 p7 \9 A  E2 C6 jดอกยี่หุบ           ดอกมณฑาขาว
! [! s; g- `) C' Z! g8 ^ดอกขี้เหล็ก       ดอกเหล็ก
3 c. Z4 A( c  }3 n2 S' bดอกมะลิ           ดอกมัลลิกา8 U2 `4 m- w3 G  w) u% G/ v
ถั่วงอก            ถั่วเพาะ
9 c/ Y  a6 [) D. W3 i เห็ดโคน          เห็ดปลวก
, N8 k6 @  C" X" D! \7 o$ @% [ฟักทอง            ฟักเหลือง
- }* D1 v* m  E2 y3 b, [1 d. F' `  I5 }ต้นตำแย          ต้นอเนกคุณ% x) g" ?8 v  w& P5 }+ L, j
หมอตำแย         หมอผดุงครรภ์
, S4 S( [7 {+ ~2 |5 g3 G. _( Eต้นเหงือกปลาหมอ     ต้นจะเกรง
! E! ]" I8 N7 R( ]* [; j* _4 W5 ~" b1 S ต้นทองกวาว, ต้นทองหลาง        ต้นปาริชาติ
8 R" v; h. m! W ต้นพุงดอ              ต้นหนามรอบข้อ3 B9 x+ ?) K& s! U  ^; M
กล้วยไข่ กล้วยกระ,  กล้วยเปลือกบาง    กล้วยสั้น    กล้วยกุ
, D& v. E+ c" d เถาตูดหมูตูดหมา        เถากระพังโหม
& K4 m3 S2 C8 v4 p0 {% f9 {' ~0 j เถาหมามุ้ย                 เถามุ้ย9 j3 s, V- x8 f# ?% f, _2 K: ?
แตงโม                      ผลอุลิด& R( o3 H1 w% ?$ ?' ]1 S8 n
หัวปลี                         ปลีกล้วย( G7 q' t, `1 l0 s8 g8 K
กล้วยบวชชี                 นารีจำศีล

Rank: 1

อนุโมทนาสาธุครับ กระผมอ่านพุทธโอวาทก่อนปรินิพพานแล้ว อิ่มใจ สุขใจมากครับ ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ อนุโมทนาสาธุครับ

Rank: 1

ผมขอคัดลอก พุทธโอวาทไว้อ่านเตือนใจนะครับ สาธุครับ
‹ ก่อนหน้า|ถัดไป

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2026-6-10 06:26 , Processed in 0.067403 second(s), 14 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.