แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 42941|ตอบ: 28
go

แนะนำวิธีการอุทิศบุญให้ถึงผู้รับตรงที่สุด

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-21 21:20 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-21 21:36 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
  กระผมผู้ใช้นามปากกา “คนธรรมดา” กับ"มารน้อย"ผู้ซึ่งนำประสบการณ์วิญญาณ และการอุทิศบุญของตัวผมเอง และกลุ่มญาติธรรมของผมนำมาเปิดเผยให้บุคคลที่สนใจได้ลองศึกษาดู จุดประสงค์ก็เพื่อเผยแพร่วิธีการอุทิศบุญ และความลี้ลับที่มนุษย์ไม่รู้และอยากจะรู้ในโลกวิญญาณ ให้ได้ทราบกันโดยเฉพาะการอุทิศบุญเพื่อแก้กรรมของตนเอง ซึ่งมีทั้งความเจ็บป่วย อุปสรรคในการดำรงชีวิต ปัญหาส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งมากมายเหลือคณานับ ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อเรียนรู้แล้ว จงนำวิธีการอุทิศบุญไปแก้ปัญหาให้กับตัวเอง ผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่เวร จะไปแก้กรรมให้กับคนอื่นนั้นได้ผลน้อย เพราะไม่ใช่คู่แค้นกัน การที่ผู้มีทุกข์พยายามหาที่พึ่งจากผู้ทรงญาณ ทรงฤทธิ์ทั้งหลายนั้น ท่านเหล่านั้นชี้นำวิธีแก้ปัญหาให้ได้ถ้าเขามีความสามารถ แต่ผู้แก้ปัญหาตัวจริงนั้นคือ ตัวของเราเอง ในโลกวิญญาณสิ่งที่มีค่ามากก็คือบุญจาก ทาน ศีล ภาวนา เมื่อเราสร้างบุญไว้มากมาย เราก็เบิกบุญนำมาอุทิศให้วิญญาณของนายเวรที่มากระทำเรา พร้อมขอโทษ ขออภัย ไปจนกว่าจะเกิดอโหสิกรรม อย่าถามว่าจะอโหสิกรรมเมื่อไร อยู่ที่แรงแค้นของนายเวรไม่ใช่เรา ตัวเราเองมีหน้าที่เพียงใช้หนี้กรรมด้วยการอุทิศบุญ และขออโหสิกรรมไปเรื่อยๆ แต่ถ้าทุกข์มาก ก็ต้องยิ่งขยันทำมาก อย่าได้คิดไปหาผู้ทรงฤทธิ์ทรงอาคมขับไล่เขา ความทุกข์ของคนนั้นจะหมดไปชั่วขณะจากฤทธิ์ที่ขับไล่ แต่เมื่อหมดฤทธิ์ของพลังจิตอาคมนั้น นายเวรเจ้าเดิมจะกลับมาเล่นงานใหม่ด้วยแรงแค้นเพิ่มทวีคูณ วิธีแก้กรรมแบบที่ผมเขียนเป็นบทความนี้ เป็นการแก้กรรมแบบสิ้นสุด คืออโหสิกรรมอย่างสันติที่สุดแล้ว ใช้ได้กับทุกคน และทุกวิบากกรรม ไม่ว่าทำแท้ง ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ หรือวิบากกรรมที่สร้างไว้ในอดีตชาติ
                การแก้กรรมไม่ได้แปลว่าหมดกรรม เพราะนายเวรที่มีแค้นติดตามเรานั้นทุกคนมีมากมายมหาศาล แก้รายนี้อโหสิกรรมไป นายเวรรายต่อไปก็เข้ามาแทนที่ จนหมดชีวิตเราก็ยังไม่หมดนายเวร ผู้ที่ยังแค้นอยู่ก็จะตามไปเป็นนายเวรเราในชาติต่อไปถ้าเรามาเกิดที่โลกมนุษย์อีก และอีกเรื่องคือถึงแม้นายเวรของเราเขาได้รับบุญจนพอใจอโหสิกรรม แต่โทษที่นรกของผู้ก่อกรรมก็ยังมีอยู่ รอลงโทษเรา เพียงแต่เบาบางลงเท่านั้น
                ดังนั้นการที่เราจะไปให้ใครเปิดกรรม ดูกรรมของเราก็คงดูได้เฉพาะกรรมปัจจุบันที่มีนายเวรมาถึงตัว แล้วเมื่อแก้จนจบกรรมกับนายเวรรายนี้แล้ว นายเวรอีกจำนวนไม่รู้จบของเราใครจะมานั่งเปิดกรรมให้ล่ะครับ ดังนั้นวิธีช่วยตัวเองของทุกคนก็คือ การอุทิศบุญให้นายเวรที่มาถึงตัวทุกวันนั่นแหละ ของใครของมันทำเอาเอง
                ปกติผมไม่เคยเปิดเว็บไซต์ของพุทธามหาเวทเลย คือไม่ค่อยได้ดูอินเตอร์เน็ต ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ ที่ส่งข้อความนี่ก็วานคนรู้จักช่วยลงให้ ผมเองทำไม่เป็นหรอก เป็นเพียงแค่เปิดอ่านดู จะพิมพ์แต่ละทีหาตัวอักษรที่ละตัวทีละแถว พิมพ์หนึ่งบรรทัดคงใช้เวลาสิบนาทีจึงจะเสร็จ ก็อายุเริ่มแก่แล้วนี่ครับ ห้าสิบเอ็ดปีแล้ว วันที่ 2 มิถุนายน 2554 ลองเปิดอินเตอร์เน็ตที่ทำงานดู เว็บไซต์พุทธามหาเวท เลยพบข้อความว่ามีผู้กล่าวถึงอยู่ เหมือนกับคนธรรมดานี่คงคงจะลึกลับมากจริงนะ ผมไม่ใช่คนลึกลับหรอกครับ แต่เจียมตัว รู้ความสามารถของตัวเองดี จึงไม่เผยตัวเข้าไปรับงานที่ช่วยเหลือผู้มีความทุกข์ บางอย่างเราอาจช่วยแนะนำเขาได้ บางอย่างอาจจะพบกับสายวิชาอาคมที่กระทำกันด้วยพลังจิต หรือด้วยการส่งวิญญาณมาทำร้าย กว่าจะจบเรื่องเล่นเอาเหนื่อย ผมเดินสายบุญจึงมีความรู้ในการตั้งรับเท่านั้น ไม่มีความรู้ในเชิงรุกที่จะไปกระทำอะไรตอบโต้ วิธีการอธิษฐานบุญเพื่อใช้งานในการแก้ปัญหาต่าง ๆ และการขอบารมีจากพระพุทธองค์ จากเทพ ผมเองก็เขียนบอกเล่าให้ทุกคนได้อ่านไม่ได้ปิดบังอะไร ไม่มีคาถาอาคมทั้งสิ้น บทความผมทั้งเล่มมีคนอยากอ่าน พอดีช่วงเดือนเมษายนวานเด็กเขาพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์เสร็จ ตรวจทานแล้วเลยเอาไปใส่ไว้ในเว็บบอร์ด ใครอยากได้ก็เอาไปเป็นธรรมทาน แถมมีเล่มเล็กที่ผมเขียนแจกในงานศพแม่ผมให้ไปอีก ใครอยากเอาไปแจกงานศพก็เอาไปได้เลยอนุญาต
                ทำไมผมไม่เปิดเผยที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ให้คนติดต่อได้เหรอครับ ก็ผมยังไม่เก่งพอ เคยช่วยเหลือคนที่ถูกกระทำจากไสยเวทย์กว่าจะจบเรื่องเล่นเอาเหนื่อย เบื้องบนท่านที่ช่วยผม ท่านเตือนเลยงานแบบนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเธอ อย่าทำ หน้าที่ของเธอ คือเผยแพร่ประสบการณ์การอุทิศบุญ ยืนยันเรื่องผลของบุญบาป บอกกล่าวเรื่องโลกนรกสวรรค์ และช่วยเหลือวิญญาณที่ลำบาก เท่านั้น เรื่องอื่นไม่ใช่หน้าที่เธออย่ายุ่ง
                ความสามารถที่ผมมี คืออุทิศบุญเป็น ขอบารมีพระพุทธองค์ลงมาช่วยในสิ่งที่สมควรได้ (คนอื่นก็ทำได้) ขอบารมีเทพผู้ทรงฤทธิ์ทั้งหลายให้ช่วยในสิ่งที่สมควรได้ ติดต่อวิญญาณด้วยการสื่อจิต หรือมโนมยิทธิ แล้วแต่เหตุการณ์ ด้วยผู้ทรงญาณที่อยู่กับผม เห็นไหมผมเป็นเพียงแค่นี้แหละ จะไปช่วยใครด้วยพลังจิต พลังกสิณ หรืออาคม ผมไม่มีเลย แล้วจะให้ผมเปิดตัวทำไม ทั้งผมทำงานราชการ ต้องอยู่ที่ทำงานทั้งวันจะให้รับแขกเปิดสำนักได้อย่างไงล่ะครับ
                ดังนั้นอย่าหาตัวผมเลย ไปหาผู้ที่เก่งกว่าผมเถิด ผมรู้ความสามารถของตัวเองดี จึงใช้นามปากกาว่า “คนธรรมดา” ไงล่ะครับ เอาเป็นว่าถ้าผมเขียนประสบการณ์ภาคสองจบเมื่อไร ผมจะนำมาลงในเว็บไซต์ให้อ่านเป็นธรรมทาน แต่คงนานหน่อยนะครับ เนื่องจากเวลาว่างมีน้อย ติดภาระงานประจำ และพ่อที่ชราภาพช่วยตัวเองไม่ได้อยู่ เลยเขียนได้ทีละหน้าสองหน้า ต้องรอหน่อย อีกอย่างพิมพ์ไม่เป็น พอเขียนเสร็จต้องหาวานคนช่วยพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์อีก ประสบการณ์น่ะมีเพียบ ไม่อยากเจอผีนักหรอก แต่เขามาให้ช่วยประจำ วิญญาณลำบากมีกว่ามนุษย์มากมายนัก แค่นี้งานผมก็ล้นมือแล้ว กว่าจะได้นอนแต่ละคืนเกือบเที่ยงคืนทุกคืน เหนื่อยครับ มีผีมาหาทุกวัน มันสนุกที่ไหนล่ะครับ       ท้ายนี้หวังว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะพอเข้าใจกระผมคนธรรมดานะครับ ไม่ได้หยิ่ง ไม่ได้เล่นตัว ไม่ได้ลึกลับ แต่รู้ความสามารถของตัวเองดีว่ามีแค่ไหน จึงเจียมตัว ไม่ขอเปิดเผยตัวเองครับ สวัสดี


Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-26 11:26 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
(บางส่วนจากหนังสือ) ประสบการณ์วิญญาณและการอุทิศบุญของคนธรรมดา

ธรรมทาน

                บทความเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ของการศึกษาความรู้ทางพุทธศาสนา  เนื่องจากผู้เขียนฉุกคิดถึงคำสอนของพระพุทธศาสนา  เรื่องความไม่เที่ยงทุกคนเกิดมาต้องตาย  คำถามในใจมันเกิดขึ้นมาว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะเป็นอะไรต่อ  พุทธศาสนาสอนถึงภพภูมิต่างๆ  มีทั้ง  พรหม  เทวดา  มนุษย์  สัตว์เดรัจฉาน  นรก  ถ้ามีอยู่จริงเราจะไปอยู่ที่ไหนขึ้นอยู่กับกรรมดี  กรรมชั่วที่เราทำไว้ในปัจจุบัน
                พุทธศาสนาสอนให้เราสร้างบุญความดี  ในช่วงที่มีชีวิตอยู่พยายามหลีกเลี่ยงการทำชั่ว  ซึ่งพุทธศาสนาสอนถึงเรื่องวิญญาณ,  นรก,  สวรรค์,  นิพพานมีจริง  บุญบาปมีผลต่อเราจริง
        1.          พิสูจน์วิญญาณ
                วิญญาณหรือที่คนเราเรียกว่า  ผี  มีจริงหรือ  เมื่ออายุ  17  ปี  มีอาคนหนึ่งที่ผมนับถือให้กุมารทองผมมาเลี้ยงไว้  ผมก็ไม่รู้ว่าในขวดนี้มีวิญญาณกุมารทองอยู่จริงไหม  พอดีรู้จากเพื่อนว่ามีลุงคนหนึ่งชื่อทองคำ  ท่านตรวจสอบด้วยสมาธิได้  ผมจึงเอากุมารไปให้ท่านดู  ท่านจับอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วบอกว่ามีกุมารอยู่จริง  ผมก็รับฟังแต่ก็ไม่สามารถรู้ชัดแจ้งได้  พอดีลูกชายของลุงทองคำ  เขามีสมาธิดีสามารถให้กุมารทองเข้าทรงได้  จึงลองให้เข้าทรงกุมารทองของผมดู  ปรากฏว่าพอกุมารเข้าทรงร่าง  ร่างกายเขาสั่นตลอดเวลา  แต่สามารถพูดคุยกับผมเป็นเสียงเด็ก คุยกันเรื่องส่วนตัวของผม  ที่ผู้ทรงอยู่เขาไม่รู้เรื่องด้วยได้จริง ความเชื่อเรื่องวิญญาณก็มีมากขึ้น  ภายหลังผมได้ทั้งรักยม  และกุมารมาอยู่ด้วยจำนวนมาก  เวลากินข้าวต้องเรียกกินด้วยทุกครั้ง  บางครั้งนอนพอใกล้จะหลับจิตตกภวังค์  จะมีมือเล็กๆ  มาจับขาหรือสะกิดเป็นประจำจนชิน  ตอนนี้มั่นใจมากว่าวิญญาณมีจริง
                ผมนำกุมารและรักยมจำนวนหนึ่งไปไว้ที่บ้านพ่อแม่  ที่สิงห์บุรีบอกท่านว่าเอามาช่วยเฝ้าบ้าน  ท่านเองก็ฟังแต่ไม่เชื่อไม่สนใจ ตกกลางคืน  กุมาร  รักยมวิ่งเล่นกันในบ้านได้ยินเสียงแต่ไม่เห็นตัวพอแม่ผมนอนหลับจะมีเด็กๆ  เข้ามานั่งทับอกกวนไม่ให้นอน ผลปรากฏว่าทั้งพ่อ แม่  เชื่อสนิทเลย  และช่วยผมเลี้ยงเด็กๆ  เหล่านี้ เพราะผมไม่ได้อยู่บ้านกับท่าน  เวลามีคนมาเรียกหาพ่อแม่ผม  ยามที่ไม่มีคนอยู่บ้าน  จะมีเสียงคนในบ้านรับปากแทน ยามค่ำๆ  คนแถวนั้นจะเห็นเด็กๆ  วิ่งเล่นอยู่ในบ้านหลายคน  ที่รู้เพราะเขามาบอกให้ฟัง เพราะสงสัยว่าเด็กๆ  มาจากไหนกัน
                วิญญาณเหล่านี้มาอยู่กับผม  โดยผมเองรู้วิธีเลี้ยงเขาด้วยการเรียกกินด้วยกัน   แต่พอมามีความรู้เรื่องวิธีการให้บุญปัจจุบัน เด็กๆ  เหล่านี้ได้รับบุญตลอด และเขาเหล่านั้นปฏิบัติธรรมจนสภาพวิญญาณเขาเปลี่ยนเป็นเทพกุมารหมดแล้ว  อาคมที่สร้างปลุกเสกเขามาหมดสภาพควบคุมเด็กเหล่านั้น  แต่เด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปไหน คอยอยู่ช่วยงานกับผม
        2.          พิสูจน์นรกสวรรค์
                นรกสวรรค์มีจริงหรือ  เราพิสูจน์ด้วยตาเนื้อไม่ได้หรอก  ต้องพิสูจน์ด้วยตาใน  คือดวงตาจากสมาธิ  ผมพยายามพิสูจน์ด้วยวิธีการต่างๆ  มามาก  แต่ไม่สำเร็จ คือไม่เห็น ได้แต่คุยกับวิญญาณด้วยวิธีเข้าทรง,  ผีถ้วยแก้ว  จนกระทั่งผมได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง  จังหวัดอุทัยธานี  ท่านสอนเรื่องการฝึกสมาธิเพื่อพิสูจน์โลกวิญญาณ  ผมได้ทดลองฝึกกับครูฝึกที่วัดปรากฏว่าครั้งแรกไม่รู้เรื่องเลย  นั่งเพ่งจนปวดลูกตาก็ไม่เห็นอะไรเลย กลับบ้านด้วยความผิดหวัง  แต่ไม่ยอมท้อถอย  ลองศึกษาวิธีการของหลวงพ่อวัดท่าซุง  คำอธิบายต่าง ๆ  พยายามทำความเข้าใจ  และลองไปฝึกที่วัดต่ออีก  6  ครั้ง  ปรากฏว่าครั้งสุดท้ายผมเริ่มเข้าใจการวางจิตพุ่งจิต  ปรากฏว่าผมเห็นว่าตัวผมได้ขึ้นไปที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ได้ไปกราบพระอินทร์และแม่ศรี  แต่การเห็นยังไม่ค่อยชัดเจนนัก  ทันใดนั้นก็มีนางฟ้าท่านหนึ่งวิ่งเข้ามาหาผมด้วยอาการดีใจ  พอมาถึงผมก็เปลี่ยนสภาพร่างกายที่นุ่งผ้าถุงมีสไบเฉียง อายุประมาณ  16 – 17  ปี  กลายร่างเป็นยายของผมที่ชื่อยายจำปา  ซึ่งท่านเสียชีวิตไปประมาณ  5  ปีแล้ว  ตอนท่านจะสิ้นใจ  ท่านพุทโธจนหมดลมหายใจ  ด้วยความดีใจที่ได้พบยาย ทำให้จิตผมหลุดจากสมาธิ  ร่วงลงมาที่ร่างที่นั่งอยู่ที่วิหาร  100  เมตร  วัดท่าซุง พยายามรวมสมาธิเพื่อขึ้นไปใหม่ แต่ก็ไม่สำเร็จ พอหมดเวลาสอนสมาธิ  ผมขออนุญาตครูฝึก  ขอถามปัญหาและการวางจิต  ตัวต่อตัว  ครูฝึกท่านเลยสอนการวางจิตและให้พุ่งมองลงไปที่นรก  พอผมทำจิตตามอย่างเต็มที่ปรากฏว่าผมเห็นภาพของกะทะทองแดงด้วยความทรมานและเห็นนายนิรยบาลกำลังกรอกน้ำทองแดงให้สัตว์นรกอยู่  การเห็นเกิดขึ้นชั่วขณะจิตผมก็ตกจากสมาธิด้วยความตื่นเต้นและสังเวช  หลังจากกลับจากวัดผมพยายามฝึกเองหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ  จนจับเคล็ดว่าตอนเราตื่นนอนกลางดึกจิตเรายังอยู่ในภวังค์ แต่มีสติลองใช้เวลานี้ทำสมาธิ เพื่อพิสูจน์โลกวิญญาณดู  เห็นท่าจะดี พอทดลองปรากฏว่าได้ผลดี  จิตรวมได้ดี  สามารถเห็นโลกวิญญาณที่เราต้องการไปดูได้  และไม่ต้องกลัวอะไร  เพราะเราอาศัยบารมีพระพุทธเจ้าไปกับเรา
                สรุปแล้วผลการพิสูจน์โลกวิญญาณ  ส่วนหนึ่งที่ผมประสพมานี้ ทำให้ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าวิญญาณ,  นรก,  สวรรค์,  นิพพานมีจริง  แต่จะพิสูจน์ด้วยตาเนื้อไม่ได้  ต้องใช้สมาธิปรับคลื่นจิตของเราให้ละเอียด  จนสามารถสื่อสารตรงกับโลกวิญญาณได้  ก็จะสามารถพิสูจน์โลกวิญญาณได้เอง  ผมเองการเห็นการรู้ยังไม่ชัดเจนมากนัก  เนื่องจากกิเลสยังมีมาก  แต่ผู้หนึ่งที่ไปฝึกด้วยกัน  เขาเห็นชัดเท่าลืมตาและพูดคุยสื่อสารกันได้เลย ทั้งๆ  ที่ไปฝึกเพียงครั้งแรก  และเมื่อกลับมาอยู่บ้าน  บุคคลผู้นี้ทดลองดูก็สามารถติดต่อโลกวิญญาณได้ภายใน  10  วินาที  ซึ่งเป็นผลบุญปฏิบัติในอดีตชาติของเขาเองที่ส่งผลต่อเนื่องมาในปัจจุบัน  เรื่องอย่างนี้แข่งกันไม่ได้  เพราะผลบุญแต่อดีตทำมาไม่เท่ากัน  ท่านใดอยากพิสูจน์โลกวิญญาณต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง  จะพิสูจน์ได้เอง  เมื่อพบเห็นแล้วจะไม่กล้าทำบาปเลย จะมุ่งแต่ทำบุญสร้างบารมี  เพื่อหนีนรกไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นจนถึงพระนิพพาน  และเมื่อทำจนพร้อมแล้วจะไม่กลัวความตาย  ไม่กลัวผี  เพราะรู้เรื่องดีแล้ว

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-26 11:36 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ภาคสมทบ
ในกลุ่มญาติธรรมของผมนั้น แต่ละคนสามารถเบิกบุญและอุทิศบุญ เพื่อช่วยตัวเองและวิญญาณที่ลำบากได้ทุกคน แต่ในการสื่อกับวิญญาณนั้นก็สามารถทำได้เป็นบางคน มีทั้ง รับทางความรู้สึก เช่น ขนลุก, ตึงศีรษะ, วูบวาบ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีวิญญาณติดต่อ ทักทายหรือขอรับบุญ เนื่องจากทุกคนเปิดบุญของตัวเองไว้ตลอดเวลา ด้วยการอธิษฐานว่า “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดดลบันดาลให้บุญของข้าพเจ้า ลงมาส่งให้นายเวร และทุกวิญญาณที่ต้องการ ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า” ดังนั้นวิญญาณทั้งหลาย จะเห็นแสงบุญปรากฏอยู่ที่ตัวผู้อธิษฐานทุกคน วิญญาณที่ต้องการบุญ จึงเข้ามาโมทนารับบุญได้ตลอดเวลา แม้ยามเขานอนหลับ
        แต่มีบางคนในกลุ่มญาติธรรมของผม ปฏิบัติจิตทางสายมโนมยิทธิของวัดท่าซุง และใช้การระลึกทำความรู้สึกทั้งตัวตลอดเวลา เป็นวิธีการของการปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นการฝึกสติตลอดเวลาโดยไม่ได้ใช้วิธีนั่งสมาธิ แต่เป็นการทรงฌานตลอดเวลา คือ ทำงานไปด้วย ระลึกรู้สึกตัวไปด้วย สติจะอยู่กับตัวตลอดเวลา จะทำให้เขาสามารถเห็นโลกวิญญาณได้ ดังเช่น ผู้ที่เขียนประสบการณ์มาให้ผมในภาคสมทบนี้ เขาทำงานอยู่ จ.สระบุรี ได้พบเจอและช่วยวิญญาณแถวนั้นมามากมายด้วยการอุทิศบุญ จึงนำประสบการณ์ที่พบมาให้ผม นำลงเพิ่มเติมกับประสบการณ์ของผม โดยเขาขอใช้นามปากกาว่า “มารน้อย” ขอท่านผู้อ่านลองติดตามอ่านผลงานของญาติธรรมของผมได้แล้วครับ

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-26 11:37 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ประวัติครอบครัวของมารน้อย
        ผมเกิดมาจากครอบครัวที่ถือว่ามีฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่งทางจังหวัดที่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 200 กิโลเมตร ทางตอนบนของภาคกลาง ในตอนที่ผมเกิดนั้น จากการบอกเล่าของแม่และยายว่าตอนผมเกิดนั้นสายสะดือของผม เกือบได้ฆ่าตัวของผม เพราะตอนเกิดนั้นสายสะดือได้พันคอออกมาถึงสามรอบ กว่าจะโตมาได้ก็ลำบากเพราะเลี้ยงยากมาก จนต้องยกให้กับเทพองค์หนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาก็เลี้ยงง่ายมาโดยตลอด จนกระทั่งโตพอที่จะจำความได้ การเกิดมานั้นนับว่าแปลกแล้วทางครอบครัวก็มีความแปลกเหมือนกัน
        ทางครอบครัวของผมนั้นเป็นหมอกลางบ้านโดยคุณตาของผมท่านได้เรียนวิชาสมุนไพรมาจากตำราของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และท่านเองก็มีวิชาอาคมติดตัวพอสมควร และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นท่านเองก็เป็นคนทรงด้วยเช่นกัน ผมเองเติบโตมาจากสิ่งเหล่านี้ การอาบน้ำมนต์ การเสริมดวงจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับผม บางทีจะมีคนมาให้ตาของผมรักษา บ้างก็มาให้ทำนายทายทัก มีให้เห็นจนชินตา สิ่งที่ผมชอบในขณะนั้นก็คือ ในเดือนหกของทุกปีจะมีพิธีไหว้ครูในวันนั้นจะมีคนมามากเป็นพิเศษ และที่สำคัญอาหารเอย ขนมเอย มีมากมายจนกินไม่ไหวก็ได้มาจากการแก้บนของคนที่มารักษาตัวกับคุณตาของผม ในวันนั้นอีกนั่นแหละที่มีกลุ่มของคนทรงที่เป็นลูกศิษย์ของคุณตาของผม มาทรงกันอย่างมากมายเช่นกัน
        ผมจะเล่าถึงพิธีวันนั้นให้ทราบพอเป็นสังเขปก็แล้วกัน เริ่มตั้งแต่พิธีก่อนถึงวันงาน 1 วัน วันนั้นจะเป็นวันลงงาน คนที่รู้จักกันก็เริ่มมาทำบายศรีกัน มาทำขนมต่าง ๆ เตรียมข้าวของเพื่อประกอบพิธีในวันรุ่งขึ้น งานดูสนุกสนานสำหรับผม แต่พอตกกลางคืนนะสิ มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ คนที่มาเตรียมงานในตอนกลางวันบางส่วนเขาเตรียมตัวเพี่อทำการเข้าทรงกัน น่าตื่นเต้นตรงที่จะเริ่มพิธีทรงกันนี่แหละ เพราะต่างคนต่างมีท่าทีแปลก ๆ จากบางคนที่เป็นผู้หญิงก็ออกอาการเป็นผู้ชาย น้ำเสียงที่เป็นผู้หญิง เมื่อสักครู่ก็เปลี่ยนเสียงเป็นเสียงของผู้ชาย บางคนดูอายุก็ยังไม่มากแต่เวลาเข้าทรงแล้วมีท่าทางที่แก่ชราอย่างมาก บางคนอายุมากเมื่อทำการทรงแล้วก็จะดูเด็กลงมีท่าทางเด็กอย่างมองเห็นได้ชัดมีเสียงเป็นเสียงเด็กเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง พิธีในตอนกลางคืนนี้จะเข้าร่วมกันเฉพาะกลุ่มคนเท่านั้น ส่วนคุณตาของผมท่านจะทรงในตอนหลัง เมื่อท่านทรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนที่ทรงกันก่อนก็พากันมาทำความเคารพคุณตาของผมทุกคน จากนั้นท่านก็คุยกัน บ้างก็กอดกันร้องไห้ บ้างก็คุยกันเป็นภาษาที่ผมไม่คุ้นเคย แต่มารู้ภายหลังว่าเป็นภาษากูโบสเป็นภาษาเทพที่เขาใช้คุยกัน ในกลุ่มนั้นก็จะมีเทพที่รับผมเป็นลูกด้วย เมื่อท่านเจอผมท่านก็จะเข้ามากอดแล้วหอมผมเหมือนคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ผมเองก็เกิดความปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน ในนาทีต่อไปนี้เป็นพิธีที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้พิธีกินเจ ก็คือจะมีเทพที่มีท่าทางเป็นเด็กจะนำลูกบอลกลม ๆ ที่มีหนามเป็นเหล็กแหลม คนทรงเขาเรียกว่าทุเรียน มาฟาดตามตัว บางคนก็นำมีดมา กรีดตามตัวเป็นที่น่าหวาดเสียว แต่ที่น่าประหลาดก็คือ คนที่ฟาดทุเรียนหรือใช้มีดปาดตามตัวนั้นไม่มีบาดแผลเกิดให้เห็น ทั้งที่ฟาดอย่างแรงจนเสื้อที่ใส่เป็นรูพรุนไปหมด ส่วนคนที่ใช้มีดปาดตามตัวก็เช่นกัน เสื้อขาดแต่ไม่มีบาดแผลหรือเลือดออกให้เห็นเลย ต่างจากการทรงเจ้าในพิธีกินเจตรงนี้เอง ส่วนคุณตาของผมท่านได้แต่มองการแสดงอยู่อย่างนั้นเอง เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ก็เริ่มทยอยออกกัน หรือที่เรียกว่าถอยทรง เหมือนเดิมคุณตาของผมเป็นคนสุดท้ายที่ถอยทรง เมื่อเรียบร้อยแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันเข้านอน เพราะเหน็ดเหนื่อยจากงานมาทั้งวัน พรุ่งนี้ก็ต้องเริ่มงานในตอนเช้าอีก
        ในตอนเช้าประมาณตี 4 แม่ครัวเริ่มทยอยตื่นกัน เพราะเริ่มได้ยินเสียงการยกข้าวยกของเพื่อเตรียมใส่บาตรพระในตอนเช้า ตอนเช้าจะมีพิธีสงฆ์เมื่อพระสวดมนต์เสร็จ ฉันเช้าเรียบร้อยแล้ว ต่อไปเวลาประมาณ 9 โมงเช้า พิธีไหว้ครูก็เริ่มขึ้น โดยทุกคนที่เป็นคนทรงเริ่มทยอยทรงกันเป็นแถวจากนั้นคุณตาของผมจะตามทุกคนออกมายังลานพิธีทำพิธีประมาณ 9.30 จึงเสร็จพิธีไหว้ครูเวลานี้ จะเป็นเวลาที่ตื่นเต้นเพราะคนที่มางานจะใจจดจ่ออยู่กับของขลังที่ตาจะทำ ระหว่างนี้เทพบางองค์จะเล่นกับทุเรียน มีเรื่องเล่าที่น่าแปลกอยู่ บางปีก็จะมีคนเมามาร้องท้าทายว่าโธ่เอ้ย หนามทุเรียนแหลมแค่ไหนวะ กูก็ทำได้ เทพที่ได้ยินจึงส่งทุเรียนให้ คนเมาคนนั้นจึงนำทุเรียนที่ได้มาฟาดตามตัวบ้าง ปรากฏว่า หนามทุเรียนปักติดคาอยู่กับหลังของเขา คนที่เห็นเหตุการณ์บางคนก็ว่าสมน้ำหน้า บางคนก็ยกมือไหว้บอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็หัวเราะออกมา คนที่อยู่ใกล้ได้เอื้อมมือไปดึงทุเรียนออกจากหลังให้ ส่วนคนที่โดนทุเรียนปักหลังร้องลั่นทุ่งเลย ยกมือขอขมาใหญ่ ผมเองก็ตกใจเหมือนกันเพราะไม่เคยเห็นทุเรียนปักใครเลย ส่วนคุณตาของผมบอกขึ้นมาว่าได้เวลาแล้วแต่เสียงที่ได้ยินผมแน่ใจว่าไม่ใช่เสียงของคุณตาผมแน่ ๆ เป็นเสียงที่มีอำนาจบ่งบอกว่ามีความเด็ดขาดพอสมควร ทุกคนที่ได้ยินต่างเงียบกริบ จากนั้นคุณตาของผมนำมีดโกนที่อยู่ในพานออก จากนั้นท่านนำมากรีดที่ลิ้นปรากฏว่า ไม่มีเลือดออกเลยสักหยดเดียว ไม่มีรอยด้วย คุณตาเลยบอกว่าขอเหล้าหน่อย เมื่อได้เหล้ามาท่านก็เป่าไปที่มีดโกน จากนั้นกรีดอีกทีปรากฏว่ามีเลือดออก ท่านได้นำเลือดนั้นมาเขียนเป็นยันต์แจกจ่ายกันโดยทั่ว เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็แจกจ่ายจนครบ ร่างทรงต่างทยอยถอยทรงกันจนเหลือตาของผมสุดท้าย เมื่อตาของผมถอยทรงก็เป็นการเสร็จสิ้นพิธี เป็นเช่นนี้อยู่ประมาณ 10 ปี จนคุณตาของผมสิ้นลง พิธีต่าง ๆ ก็สิ้นสูญตามลงไปด้วยเช่นกัน อายุของตาของผมประมาณ 83 ปี ท่านสิ้นตอนปี พ.ศ. 2549

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-26 11:39 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สัมภเวสีแอบอ้างเป็นเทพ
        มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนป่วยผู้หญิงท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคประหลาด คือเมื่อตกตอนเย็นจะมีอาการอ่อนแรง มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นอาการดังกล่าวก็จะทุเลาลง ในบางครั้งก็จะเกิดอาการปวดตามข้อต่าง ๆ อายุของผู้หญิงคนนั้นประมาณ 50-55 ปี (ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่อายุประมาณ 75 ปี) อาการดังกล่าวมีท่าทางจะรุนแรงขึ้นไปหาหมอตามโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ทางโรงพยาบาลก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่พบสาเหตุจนอยู่มาประมาณปี พ.ศ. 2538 ผู้หญิงคนนั้นได้เดินทางมาหาคุณตาของผมเพื่อทำการรักษา เมื่อคุณตาของผมท่านทำการตรวจดูท่านก็บอกว่ามีเทพท่านต้องการจะสร้างบารมี ท่านต้องการช่วยมนุษย์ ท่านจะมาขอใช้ร่าง เมื่อได้ยินผู้หญิงคนนั้นเลยต้องการที่จะให้รักษาเพราะทรมานจากอาการดังกล่าวมาก คุณตาผมท่านก็ตกลงรักษาให้ โดยให้ผู้หญิงคนนั้นพักอาศัยอยู่ภายในบ้านแต่ได้ปลูกกระต๊อบเล็ก ๆ ไว้ให้อาศัย การรักษากินเวลาประมาณ 1 เดือน อาการทุกอย่างได้ทุเลาลง เมื่ออาการทุเลาลงแล้วคุณตาของผมท่านก็ทำพิธีครอบครูให้ และทำพิธีเปิดร่างเพื่อรับเทพให้มาประทับร่างของหญิงที่มาทำการรักษา ขั้นตอนต่าง ๆ กินเวลาประมาณ 5 วัน มีอยู่ช่วงหนึ่งของการทำพิธีการเชิญเทพเพื่อมาประทับร่าง มีเหตุการณ์ที่ผมเองก็พึ่งจะเข้าใจ เหตุการณ์นั้นมีอยู่ว่า ในการเชิญเทพเข้ามาประทับร่างนั้นจะต้องทำการเปิดร่างก่อน เมื่อทำพิธีเปิดร่างนี้เองปรากฏว่า หญิงคนที่มารักษามีอาการตัวสั่นอย่างมาก สั่นแบบที่ผมเองไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงแม้ว่าผมเองจะพบเห็นการทรงมามาก ผมเองยังเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมา อาการสั่นดังกล่าวกินเวลาประมาณ 1-2 นาที อาการทุกอย่างก็สงบลง เมื่ออาการทุกอย่างสงบลง สิ่งแรกที่ผมได้ยินก็คือเสียงหัวเราะจากหญิงคนนั้น แต่แทนที่จะเป็นเสียงของผู้หญิงกลับเป็นน้ำเสียงของผู้ชาย ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงพูดว่า เราเป็นเทพ เรามาเพื่อช่วยมนุษย์ทั้งหลาย ฮ่า ฮ่า ๆ ตาผมท่านเงียบสักพักจากนั้นเทพที่เข้าทรงก็พูดอะไรอีกมากมาย จนสักพักหนึ่งตาก็เอ่ยขึ้นว่า พอใจหรือยังได้เวลากลับแล้ว เทพท่านนั้นเงียบลง เอ่ยกับตาผมว่า อย่ายุ่งดีกว่า ตาผมท่านบอกว่ามันบาปนะแอบอ้างเป็นแบบนี้ เทพท่านนั้นเงียบลง ตาผมท่านบอกว่ากลับเถอะอย่าทำแบบนี้เลย เทพองค์นั้นร้องไห้บอกว่าเขาเป็นน้องชายที่ตายไปของร่างทรงคนนี้เขาอยากเป็นเทพ ตาผมท่านบอกก็ปฏิบัติมาก ๆ สิ คุยกันนานจนยอมออกจากร่าง ผมจึงเข้าใจว่าวิญญาณที่อยู่ทั่วไปก็อยากเป็นเทพเหมือนกัน เพราะอยากได้ลาภ สักการะ และร่างทรงที่มีอยู่ทั่วไปบางครั้งก็ไม่ใช่เทพเสมอไป อาจเป็นวิญญาณมาแอบอ้างเป็นเทพก็ได้ ควรใช้สติตัดสินใจที่จะเชื่อ และศรัทธา

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-26 21:06 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
วิญญาณขอฟังธรรม
        วันที่  5  ธันวาคม   2553  เป็นอีกวันที่โรงเรียนที่ผมอยู่มีการจัดกิจกรรม  5  ธันวามหาราช  ในวันนั้นมีการทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง หลังจากนั้นพระสงฆ์ท่านก็เจริญพระพุทธมนต์  ระหว่างนี้ก็มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งมีอาการตัวเกร็งสั่น นั่งในท่าพนมมือ เป็นอาการที่เรียกว่า  “ถูกผีเข้า” นักเรียนที่อยู่ตรงบริเวณนั้น เริ่มหันมามองนักเรียนคนนั้น  ประธานสงฆ์ ท่านก็มองมาที่นักเรียนคนนั้นเช่นกัน  ผมเห็นท่าไม่ดีประจวบกับพวกเพื่อนๆ ของนักเรียนคนดังกล่าวมากระซิบกับผมว่า เจ้าแม่ตะเคียนทองมาฟังธรรมด้วย  ผมนึกในใจว่าไม่น่าใช่ ครู่ต่อมาผู้ดูแลโรงเรียนแกทำท่าจะหยิบเครื่องรางออกมาจากกระเป๋าเสื้อ  ผมเห็นท่าไม่ดีเพราะผมสงสารวิญญาณดวงนั้น  ผมกับพี่ที่ฝึกสมาธิกับผมก็ขยับเข้าไปใกล้กับนักเรียนคนนั้น  ผู้ดูแลโรงเรียนจึงชะงักเก็บเครื่องรางไว้ตามเดิม  ผมจึงพูดคุยกับวิญญาณที่อยู่ในร่างนักเรียนคนนั้น (ระหว่างนั้นพระสวดไปด้วย)
        ผม        :        สวัสดี
        เธอ        :        ฉันแค่มาฟังธรรมเฉยๆ
        ผม        :        แล้วทำไมต้องเข้าร่างเขาด้วย
        เธอ        :        มาฟังพระเท่านั้นไม่ได้มาทำอะไร
        ผม        :        ถ้างั้น รับบุญจากผมแล้วอยู่อย่างสงบนะ
ข้าพเจ้าขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  โปรดดลบันดาลให้บุญ
ของข้าพเจ้าส่งมายังวิญญาณดวงนี้ด้วยเทอญ ผมอธิฐานเพื่อนำบุญมาอุทิศให้กับวิญญาณดวงนี้
        เธอ        :        ดีจังเลย ขอบคุณ ฉันจะอยู่เงียบๆไม่ทำอะไร
       
        ผมปล่อยให้เธออยู่แบบนั้น แต่ผมก็ยังอยู่ข้างๆด้วย จนกระทั่งพระท่านสวดมนต์เสร็จเธอจึงเธอจึงออกจากร่างของนักเรียนคนนั้น อาการที่ออกก็คือ ล้มฟุบลงไป  ทำให้ผมแน่ใจเลยว่าไม่ใช่เจ้าแม่ตะเคียนแน่ๆ ต้องเป็นวิญญาณธรรมดา เพราะหากเป็นเทพจะต้องเข้าร่างออกร่างอย่างสงบไม่ล้มตึงลงมาและคนที่ถูกเข้าร่างจะต้องไม่ปวดเมื่อยตามร่างกายด้วยนี่เป็นจุดสังเกตว่าเป็นเทพหรือวิญญาณธรรมดาที่เข้าร่าง  ผมสงสัยว่าวิญญาณดวงนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมถึงมาเข้าร่างของนักเรียนคนนี้ ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ  
        หลังจากกิจกรรมเสร็จสิ้นลง  ผมสอบถามนักเรียนคนนั้นว่าทำไมวิญญาณจึงสามารถเข้าร่างเธอได้ ผมได้คำตอบว่าเธอรับเป็นคนทรง เธอเป็นร่างทรงเทพกุมาร ซึ่งภายหลังผมได้แนะนำเทพกุมารให้เก่งกล้า มีความสามารถเพิ่มขึ้นด้วย การอุทิศบุญ แล้วผมสอนวิธีการทำสมาธิให้  ผมได้พูดคุยกับนักเรียนคนดังกล่าวผมได้คำตอบว่า เธอมีวิญญาณของหญิงแก่คอยติดตามตัวเธออยู่ทำให้เธอดูเหมือนไม่มี สติอยู่กับตัว แบบนี้คือคนที่มีอาการของวิญญาณที่ไม่ใช่เทพเข้าสิงบ่อยๆ  ด้วยความสงสารเธอผมจึงแนะนำถึงวิธีการทำสมาธิ เพื่อป้องกันวิญญาณที่จะมาเข้าสิงเธอ แต่หากเป็นเทพก็สามารถเข้ามาใช้ร่างเธอได้  ต่อจากนั้นผมจึงกำหนดจิตเพื่อพูดคุยกับวิญญาณที่คอยติดตามตัวเธอ  ก่อนคุยผมอุทิศบุญให้ก่อน
        ผม        :        สวัสดี ผมขอคุยด้วยได้ไหม
                  ยายเมี้ยน        :        ได้
        ผม        :        ยายติดตามเด็กคนนี้ทำไม
           ยายเมี้ยน        :        ยายอยากได้บุญเลยคอยติดตามตัวเขาเพื่อทำบุญ
        ผม        :        ยายรู้ไหมถ้าเข้าสิงคนมันเป็นบาป ทำให้สติเขาเสียยายจะได้บาป มากกว่า
                        บุญ
           ยายเมี้ยน        :        ไม่รู้ฉันไม่รู้เลยไม่มีใครบอก
        ผม        :        ยายรู้แล้ว ยายก็อย่าทำอีกนะ
           ยายเมี้ยน        :        ฉันไม่ทำอีกแล้ว
        ผม        :        แล้วยายเป็นใคร มาจากไหน
          ยายเมี้ยน        :        ฉันชื่อเมี้ยน เป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ทำบุญทำทานบ้าง แต่ฉันไม่
                     ชอบฟังเทศน์จากพระ เพราะฉันคิดว่าฉันรู้หมดแล้วไม่ต้องฟังท่านแล้ว
                         ฉันจึงคุยกับญาติโยมที่มาทำบุญ เป็นประจำ
        ผม        :        ยายตายอย่างไร
           ยายเมี้ยน        :        ยายตายเพราะแก่ตาย
        ผม        :        ยายตายแล้วยายไปไหน
          ยายเมี้ยน        :        ยายตายแล้วยังวนเวียนบนโลก มนุษย์อีกประมาณ 3 ปี จึงถูกยมฑูตนำตัว                        ไปสอบสวนที่สำนักพญายม
        ผม        :        ท่านสอบสวนอย่างไร
           ยายเมี้ยน        :        ท่านถามว่า  ตอนเป็นมนุษย์ทำบุญอะไรมาบ้าง  ฉันตอบว่าทำทานใส่บาตร
                                ที่วัดบ้าง  ท่านถามว่า เคยทำบาปอะไรมาบ้าง  ฉันตอบว่าฆ่าสัตว์เล็กสัตว์
                        น้อยมาบ้าง ท่านบอกว่ายังมีอีก  เป็นกรรมหนักเสียด้วยฉันตอบว่าไม่เคยทำ
                        กรรมหนักนะ ท่านบอกว่าไม่ยอมฟังพระเวลาท่านเทศน์เที่ยวชวนคนนั้น
                        คนนี้คุยขัดขวางการฟังธรรมของบุคคลอื่นเป็นกรรมหนัก
        ผม        :        ยายทำอย่างไรต่อไป
ยายเมี้ยน        :        ฉันบอกว่า ฉันรู้เรื่องที่พระท่านเทศน์หมดแล้วฉันก็ไม่ฟังนะซิ ท่านบอกว่า
                        มันผิดลำพังตัวเองไม่ฟังไม่เป็นไรไปชวนคนอื่นคุยด้วยก็เลยผิดมาก
        ผม        :        ท่านให้ยายเลือกที่จะรับผลกรรมหรือบุญก่อนไหม
ยายเมี้ยน        :        ท่านบอกว่าการขัดขวาง ผู้อื่นไม่ให้รับรู้ในธรรมะ เป็นบาปมากให้ลงโทษ
                        เลย
        ผม        :        แล้วยายต้องรับโทษอะไรบ้าง นานไหม
ยายเมี้ยน        :        โทษที่ได้รับถูกเย็บปากด้วยเข็มแท่งขนาดนิ้วมือมีเหล็กแหลมเผาไฟ
                        แดงๆ แทงจากหูขวาทะลุหูซ้าย ถูกลงโทษอยู่อย่างนั้นนานถึง 300 ปี
        ผม        :        เมื่อหมดกรรมจากตรงนั้นล่ะ
ยายเมี้ยน        :        ไปเป็นเปรตอยู่ที่วัด เมื่อพระสวดมนต์ก็ปวดหัว ทนฟังไม่ไหว ถ้าฟังหัวจะ
                        ปวดจนแยะแตกออกมา เป็นเปรตอยู่ถึง 10 ปี
        ผม        :        ตอนนี้ล่ะ
ยายเมี้ยน        :        ดีแล้ว
        ผม        :        แล้วอย่าไปเข้าสิงใครให้เขาเดือดร้อนนะ เดี๋ยวเขาจับตัวเอาและยังเป็นบาป
                        ด้วย
ยายเมี้ยน        :        ฉันไม่ทำแล้ว
        ผม        :        ขออำนาจ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดดลบันดาลให้บุญของ
                        ข้าพเจ้าส่งมาถึง ยายเมี้ยนด้วยเทอญ
ยายเมี้ยน        :        ฉันลาแล้วนะ
        ผม        :        ครับ

        ปัจจุบันยายเมี้ยน มีสภาพการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากบุญปฏิบัติธรรมการฟังเทศน์ ฟังธรรม หากท่านฟังอย่างตั้งใจ จะเกิดผลบุญอย่างมาก หากท่านไม่ฟังแล้วยังรบกวน ผู้ที่ตั้งใจฟัง จะเกิดผลบุญอย่างมาก  หากท่านไม่ฟังแล้วยังรบกวนผู้ที่ตั้งใจฟัง หากท่านรบกวนผู้ตั้งใจฟังธรรมแล้วละก็ รับรองได้ว่าท่านได้รับผลของการกระทำอย่างสาสมแน่ๆ
        หากท่านฟังธรรมแล้วท่านรู้เรื่องแล้วก็ขอให้ท่านคิดเสียว่าฟังเพื่อทบทวนป้องกันการลืม  ฟังเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้อง อย่ารบกวนผู้อื่น

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-26 21:11 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เจ้าพระยาโกงบ้านโกงเมือง
        จากการพูดคุยกับอาจารย์ของผมท่านให้ผมลองดูสิว่าคนที่โกงบ้านโกงเมืองเมื่อตายไปแล้วจะต้องพบเจออะไรบ้าง  จะได้นำมาเล่าให้กับคนทั่วไป ได้รับรู้ เพื่อเป็นข้อคิดสติเตือนใจให้แก่ผู้ที่รับรู้เรื่องราว
        ผมจึงขออนุญาตนำเรื่องราวของท่านมาเล่าเป็นคติเพื่อเตือนสติ ในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ตนเองปลอดภัยและห่างไกลจากนรก  ผมกำหนดจิตเพื่อหาคนที่เหมาะสมเพื่อนำเรื่องราวมาเขียนเตือนสติ  ก็ให้ปรากฏว่าได้พบกับดวงวิญญาณดวงหนึ่งที่เหมาะสม  สภาพของดวงวิญญาณดวงนั้นที่ผมพบเป็นวิญญาณที่ลำบากมาก กำลังไถพื้นผมจะเรียกว่าพื้นอะไรดี ลักษณะของมันมีความแข็งเหมือนดินลูกรัง  สีแดงเป็นลักษณะของหินลาวาร้อนที่ผมบอกไถอยู่ไม่ใช่คนไถนะ แต่เป็นคนลากไถ ในลักษณะการไถนาด้วยควายในสมัยนี้ จะลากคันไถ ไถตรงบริเวณนั้นอยู่พื้นที่กว้างสุดลูกตาที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ถูกนายนิรยบาลใช้แส้เฆี่ยนตีหากไม่ยอมเดินอีกด้วยตามตัวมีบาดแผลที่เกิดจากการถูกเฆี่ยนตี มีเลือดไหลออกมาตามบาดแผลเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด ตรงบริเวณที่เดินย่ำลงไป ก็มีความร้อนมาก เมื่อเดินย่ำลงไปก็จะมีควันลอยออกมาตรงบริเวณนั้นด้วย ที่สำคัญเสื้อผ้าสักชิ้นก็ไม่มีติดตัว มีเสียงร้องโหยหวนตลอดเวลา ฟังแล้วชวนให้เป็นที่สยดสยองมองแล้วให้เวทนาอย่างยิ่ง จนผมไม่อยากเห็นภาพดังกล่าว แต่ด้วยหน้าที่ผมจึงตัดสินใจขอคุยกับวิญญาณที่ถูกลงโทษ ก่อนคุยผมไม่ลืมที่จะอุทิศบุญให้กับวิญญาณดวงดังกล่าวและนายนิรยบาล
        ผม        :        สวัสดี
         พระยาใส        :        สวัสดี ช่วยข้าด้วย ทรมานเหลือเกิน ทั้งร้อน ทั้งหิว
        ผม        :        อย่างนั้น ผมขออำนาจ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  โปรดดลบันดาลให้
                        บุญของข้าพเจ้า จงกลายเป็นอาหารให้แก่วิญญาณดวงนี้ด้วยเทอญ
          พระยาใส        :        อิ่ม ได้รับบุญแล้ว ดีจังเลย
        ผม         :        ผมขอถามอะไรสักหน่อยได้ไหม  เพื่อนำมาบอกกับคนทั่วไป
     พระยาใส        :        ได้ข้าจะบอกทุกเรื่อง
        ผม        :        ท่านทำผิดอะไร  ถึงลงมาที่นี่
     พระยาใส        :        ข้าชื่อใส มีตำแหน่งเป็นพระยา มีหน้าที่เก็บอัฐ เข้าท้องพระคลัง ของเมือง อโยธยา ข้าเก็บอัฐได้เท่าไหร่ ข้าจะเก็บไว้เป็นของตนส่วนหนึ่งอีกส่วนก็นำเข้าคลังหลวง ข้ายังรับสินบนจากเมืองอื่นเพื่อแรกกับข่าวของเมืองข้าต่อมามีคนรู้เรื่องก็เลยมาฆ่าข้าให้ตาย   ผมมองหน้าของนายนิรยบาลในทำนองที่ว่าจริงหรือเปล่าท่านเหมือนรู้ ว่าจะถาม อะไรท่านพยักหน้าตอบว่าจริง
        ผม        :        ท่านตายแล้วไปไหน
    พระยาใส        :        เมื่อตายแล้วก็มีคนมารับตัวลงมานรกเลย
        ผม        :        ท่านไม่สอบสอนก่อนหรือ
      พระยาใส        :        ไม่ได้สอบสวน
        ผม        :        ท่านถูกลงโทษในแดนนี้เลยหรือ
      พระยาใส        :        ไม่ใช่  ข้าถูกลงโทษอีกแดนหนึ่ง
        ผม        :        ลงโทษแบบไหน
     พระยาใส        :        ถูกเฉียดเนื้อออกทีละชิ้นทีละชิ้น โยนให้หมา อีกา จนเหลือแต่กระดูก แล้วตายลง ฟื้นมาก็ถูกทำแบบนี้อีก นานถึง 300 ปี
        ผม        :        หมดแค่นั้นไหม
      พระยาใส        :        ยังต้องลงอีกแดนหนึ่ง แดนนั้นเต็มไปด้วยอีแร้งทั้งจิก ทั้งตี กินเนื้อ จนตาย แล้วฟื้นคืนกลับมาวนอยู่แบบนี้ นาน 100 ปี ถึงมาอยู่แดนนี้
        ผม        :        อยู่แดนนี้อีกนานไหม
    นายนิรยบาล        :        อีก 100 ปี
        ผม        :        อืม หมดจากตรงนี้แล้วจะต้องไปที่ไหนอีก
     นายนิรยบาล        :        ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน
                        ระหว่างนั้นก็มีเสียงตอบมาว่าเป็นสัตว์ใช้แรงงานอีก 500 ชาติ ผมถึงกับนิ่ง
                        เงียบเพราะเกิดความสลดใจ ไม่นึกว่าจะมากขนาดนี้
        ผม        :        ผมสามารถช่วยเขาได้ไหมครับ
             ท่าน        :         ได้ เป็นบุญของสมาธิประมาณ 10 วัน ก็จะขึ้นจากตรงนี้ได้ แต่ก็ต้องไป
                        เป็น  สัตว์ที่ใช้แรง อีก 500 ชาติ
        ผม        :        ขอบพระคุณท่าน ที่กรุณาให้ความชัดเจน  ผมอุทิศบุญให้กับผู้เกี่ยวข้องพร้อมกับถอดสมาธิออกมา จากสถานที่แห่งนั้นมานั่งนึกสังเวชใจ ว่าเวลาผ่านไปเกือบ 400 ปี แล้ว เขายังไม่พ้นจากนรกเลย เมื่อขึ้นมาจากนรกได้ก็ต้องมาเป็นสัตว์อีก 500 ชาติ แล้วจะหมดกรรมเมื่อใด นี่เป็นเพราะโลภ ความอยากมีอยากได้ในหนทางที่ผิดแท้ๆ จึงต้องมารับทุกข์อย่างแสนสาหัส ความอยากมีอยากได้ ไม่ใช่สิ่งผิด แต่สิ่งที่ผิดก็คือวิธีการที่ได้มา

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-26 21:23 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
พี่ชาย
                อีกรายหนึ่งพี่ชายผมเอง  ตายเมื่อ  1  มกราคม  2551  ชื่อพี่หมึก  ตั้งแต่ปี  2549  ผมได้สอนให้พี่ถือศีลปฏิบัติธรรม  โดยเล่าเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณที่พวกผมประสบอยู่ให้ฟัง  พี่ชายผมเชื่อและตั้งใจถือศีล  โดยวันธรรมดาถือศีล 5   วันพระถือศีล  8  ภาวนาประจำ  ผมสอนวิธีการอุทิศบุญ  เบิกบุญให้ด้วย  ปรากฏว่าแกไปนอนเฝ้าเครื่องสูบน้ำที่นา  เมื่อก่อนก็เสียวๆ  แต่ไม่ถึงกลัวผี  พอภาวนาจิตละเอียดพอสมควร  แกเริ่มสัมผัสกับวิญญาณทางกาย  คือ  ขนลุกเวลามีวิญญาณมาหาแก  พี่ผมส่งบุญให้วิญญาณตามนาของแกทุกวัน  เวลาไปเฝ้าเครื่องสูบน้ำขอให้วิญญาณเหล่านั้นคอยช่วยดูแลขโมยด้วย  แกเคยบ่นให้ฟังว่าคืนไหนผีไม่มาหาเหงาว่ะ!  ผลจากการนั่งสมาธิภาวนาของแก  ภายใน  2  ปี  ส่งผลดีมากๆ  คือพอแกตายไป  พวกผมรีบติดต่อดูปรากฏว่า  พี่ผมอยู่สวรรค์ชั้น  1  แต่ความสว่างของกายของเทวดาแกใกล้จะขึ้นสวรรค์ชั้น  2  แล้ว  ผมเลยถามว่าพี่หมดอายุหรือยัง  พี่บอกหมดอายุแล้ว  ผมถามต่อว่าลงไปสำนักพญายมหรือเปล่า  พี่ตอบว่าเปล่า  พอตายกายทิพย์หลุดจากร่างแกตอนแกออกจากห้องน้ำเกิดแน่นหน้าอกแล้ววูบไป  ก็มาอยู่บนสวรรค์นี้เลย  ผมเลยสรุปได้ว่าคนที่ภาวนา  และมีศีลเป็นปกติมีสิทธิ์ขึ้นไปรับบุญได้เลย  โดยไม่ต้องไปสำนักพญายม  ผมยังสงสัยถามต่ออีก  ก็พี่ถือศีลภาวนาทำไมมาอยู่สวรรค์ชั้น  1  พี่บอกว่าเพิ่งทำได้ไม่นาน  พลังบุญยังไม่มากพอ  แต่ก็เกือบจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้น  2  แล้ว  จะรีบปฏิบัติต่อ  ที่สวรรค์ชั้น 1 นี้พลังบุญของเทวดาไม่เท่ากัน  ดูได้จากความสว่างของกาย  ถ้าสว่างมากบุญมาก  พอดีผมนึกถึงเรื่องการอุทิศบุญที่ผมและพี่ทำกันอยู่  ผมถามว่าพี่ตกลงที่เราอุทิศบุญกันอยู่นี้  ถูกต้องจริงไหม  พี่ตอบว่าถูกต้องจริงเพราะตอนนี้แกตายแล้ว  ตอนผมรู้ว่าแกตายแล้วผมรีบไปวัดท่าซุงก่อนเลย  โดยยังไม่ได้ตรวจสอบว่าวิญญาณพี่ชายมีสภาพเป็นอย่างไรพอถึงวิหาร  100  เมตร  ผมเอาสังฆทานชุดละ  100  บาท  เป็นชุดเล็กจำนวน  10  ชุด  โดยถวายแล้วอุทิศบุญให้พี่ชาย  9  ชุด  ให้นายเวรของพี่ชาย  1  ชุด  เสร็จแล้วยังเหลืองบประมาณทำบุญอีก  600  บาท  ผมนำไปแลกเหรียญทองทั้งหมดเลย  600  บาท  หยอดทีละเหรียญทอง  ส่งบุญให้พี่ชายเป็นส่วนใหญ่และให้กับนายเวรของพี่ชายอีกส่วนหนึ่ง  พี่ชายบอกได้รับบุญจากผมตอนที่ทำที่วิหาร  100  เมตรมากกว่าที่งานศพอีก  เพราะที่งานศพมันมากคนมากพิธี  อีกอย่างคือความบริสุทธิ์ของพระที่วัดนั้นด้วย
                หลวงพ่อวัดท่าซุง  เคยสอนไว้ว่าถ้ามีญาติเราตาย  ก่อนอื่นให้เรารีบถวายสังฆทาน  ส่งให้ผู้ตายโดยตรง  โดยชุดสังฆทานนั้นต้องมีของครบทั้งอาหาร  ของใช้  ผ้าไตรจีวร  พระพุทธรูป  ผู้ตายจะได้รับผลบุญที่ครบถ้วนสมบูรณ์  ผมเองก็เห็นว่าท่านสอนดีมากเลยจำไว้ทำ  ส่วนที่ผมให้นายเวรของพี่  เพราะผมเคยทำวิธีนี้ให้อาผมที่ตาย  คือพอแกตายศพยังอยู่ในบ้าน  พวกผมเรียกอามาคุยด้วย  สภาพแกยังเหมือนคนธรรมดานี่เอง  ผมก็แนะนำเมียของอาผม  บอกให้ทำสังฆทานที่วัดท่าซุง  ฝากผมไปได้เพราะผมไปทุกอาทิตย์  เมียของอาผมเชื่อ  เลยฝากเงินมาให้ผมจัดการ  วันที่ผมไปวัดท่าซุง  กำลังอยู่  บนแพขนานยนต์ที่มโนรมย์  เพื่อนของผมอีกคนหนึ่งซึ่งฝึกปฏิบัติสมาธิเช่นกัน  แต่ฝึกจากสายวิชาธรรมะเปิดโลกกับอาจารย์วันชัย  หอมจันทร์  ที่แถวเขาไม้เสียบ  อำเภอตาคลี  วิชาสายนี้สืบต่อมาจาก  ปู่โทนหลำแพร  ศิษย์ฆารวาสของหลวงปู่เทพโลกอุดร  ผมเองก็ไปฝึกแต่ยังไปไม่ทันเพื่อนๆ  ผมถอดจิตออกไปได้  ตอนอยู่บนแพขนานยนต์  เพื่อนผมโทรศัพท์มาหา  ถามว่ากำลังจะไปถวายสังฆทานให้อาใช่ไหม  ผมตอบว่าใช่  เพื่อนผมบอกว่าขออีกหน่อยนะ  ทำให้นายเวรของอาด้วย  นายเวรยังเกาะอยู่เลยไม่ยอมละ  คือเพื่อนผมเขาแอบถอดจิตไปดูอาผม  เลยพบนายเวรของอาเข้า  ตกลงผมเลยต้องทำสังฆทานให้นายเวร  เขาจึงละ  ตอนนี้นายเวรผู้นั้นก็ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เรียบร้อยแล้วจากบุญสังฆทาน  เหรียญทองและบุญอภัยทานที่เขาละเลิกการจองเวร

Rank: 1

มารน้อย โพสต์เมื่อ 2013-2-27 11:41 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สามีกลับมาเป็นนายเวร

สวัสดีอีกครั้งครับ ในครั้งนี้ผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจมาให้อ่านอีกเพื่อ เป็นการแก้ไข และเป็นการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าจะเตรียมตัวแบบใด  เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาไม่มากกว่านี้ผมขอเริ่มเลยก็แล้วกัน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมานี่ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับญาติคนหนึ่งของผมซึ่งแกได้อ่านหนังสือของคนธรรมดา แกพอจะเข้าใจในวิธีการอุทิศบุญบ้าง แกเล่าให้ฟังว่าแม่ของแกเมื่อถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ จะมีอาการป่วดบริเวณหัวไหล่อย่างมากจนเวลาประมาณตี2 ก็จะหายเป็นอยู่อย่างนี้ประมาณ 2อาทิตย์มาแล้วแกให้ผมช่วยที่ ผมตกลงช่วย ผมจึงกำหนดจิตดูก็ได้พบกับนายเวรที่เป็นผู้ชาย ผมจึงอุทิศบุญให้ แล้วผมจึงขอคุยด้วย

ผม/ลุงเป็นใครมาจากไหน

ลุง/ลุงเป็นผัวของยายคนนี้ พึ่งขึ้นมาจากนรกเอง

ผม/ถ้าอย่างนั้นลุงก็เป็นตาของผมนะสิ เพราะยายคนที่ลุงทำเขาอยู่เนี่ยมีสักเป็นยายผมเพราะเขาเป็นน้องสาวของยายแท้ๆของผม ตอนตาตายผมยังไม่เกิดเลยตก30กว่าปีได้แล้วมั้ง

ลุง/อย่างนั้นรึ  เองมีอะไรกับลุงเล่า

ผม/น้าเขาบอกว่ายายปวดไหลช่วยดูให้ทีผมก็ดูให้ ทำไมตามาทำยายได้ล่ะ(ผมเรียกตา)

ลุง/ตาไม่รู้จะไปไหนตาลำบากมากพึ่งมาจากนรกหิวก็หิวไม่รู้จะไปไหนก็เลยมาเกาะที่ไหลเขาเนี่ย

ผม/เอาอย่างนี้ผมจะให้น้าเขาถวายสังฆทาน เลี้ยงพระ ทอดผ้าป่าให้ ตาจะได้สะบายขึ้นเอาไหม แต่ตาต้องไม่ทำให้ยายเจ็บอีกนะ

ลุง/ได้ตาจะได้สะบายสักที่

ผม/นี่หล่ะน่าตอนมีชีวิตไม่ได้ทำบุญพอตายก็ลำบากอย่างนี้

ลุง/ก็ใครจะไปรู้เล่าว่าจะตายไวนึกว่าอายุสัก70-80จะตายเลยไม่ทำบุญกะไปทำตอนอายุมากๆ

ผม/ตาประมาณแล้ว เอาเป็นว่าผมจะบอกน้าเขาให้แล้วกันตาอย่าทำยายอีกน่ะ

ตา/อืม

ผมนำเรื่องมาเล่าให้ญาติผมฟังและได้บอกให้แก ถวายสังฆทาน เลี้ยงพระ ทอดผ้าป่าให้ ถึงอย่างไรก็เป็นพ่อของแก ญาตผมรับปากจะทำให้  วันที่29มิถุนายน 2554 แกโทรมาบอกว่าแม่แกไม่มีอาการปวดอีกแล้ว ผมได้ยินก็สะบายใจ และนึกถึงว่าตอนมีชีวิตไม่ทำพอตายลงก้ลำบาก นี่แหละคนประมาท และจะมีสักกี่คนที่สามารถช่วยได้


สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2018-12-15 13:01 , Processed in 0.032308 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.