แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 65514|ตอบ: 84
go

อนุพุทธประวัติ ๘๐ องค์

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-6 20:19 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

ประวัติอนุพุทธ  ๘๐  องค์




ข้าพเจ้าได้คัดลอกเนื้อหาประวัติแห่งอนุพุทธ ๘๐ องค์ มาจากหนังสือ “ประวัติแห่งอนุพุทธ ๘๐ องค์" พรรณนาความเป็นไปแห่งพระสาวกผู้ใหญ่ตั้งแต่ต้นจนนิพพานเนื้อความไม่ย่อนัก ไม่พิสดารนัก ข้าพเจ้าได้ตรวจพิจารณาเห็นว่าหนังสือประวัติอนุพุทธ ๘๐ องค์ อำนวยประโยชน์ให้แก่กุลบุตรผู้จะเป็นศาสนทายาทช่วยกันประกาศพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แพร่หลาย เป็นทางบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อสัมมาปฏิบัติของผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อทราบแล้วจะได้พากันประพฤติปฏิบัติแต่ในทางดีงาม อันจะเป็นกุศลผลบุญในปัจจุบันและภายหน้าต่อไป  โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน สาธุ...




ขอขอบพระคุณและโมทนาบุญอย่างสูงสำหรับข้อมูลจาก:

         คณะตรีมิตร. อนุพุทธประวัติ ๘๐ องค์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเซียงเจริญ.



ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 09:58 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

สารบาญ



รายนามพระสาวกผู้ใหญ่  ๘๐  รูป




๑.     พระอัญญาโกณฑัญญะ

๒.     พระวัปปะ

๓.     พระภิททิยะ

๔.     พระมหานามะ
๕.     พระอัสสชิ

๖.     พระยสะ
๗.     พระวิมละ

๘.     พระสุพาหุ

๙.     พระปุณณชิ
๑๐.   พระควัมปติ
๑๑.   พระอุรุเวลกัสสปะ

๑๒.   พระนทีกัสสปะ

๑๓.   พระคยากัสสปะ
๑๔.   พระสารีบุตร

๑๕.   พระโมคคัลลานะ

๑๖.   พระมหากัสสปะ

๑๗.   พระมหากัจจายนะ

๑๘.   พระอชิตะ
๑๙.   พระติสสเมตเตยยะ
๒๐.   พระปุณณกะ
๒๑.   พระเมตตคู
๒๒.   พระโธตกะ
๒๓.   พระอุปสีวะ
๒๔.   พระนันทะ
๒๕.   พระเหมกะ

๒๖.   พระโตเทยยะ
๒๗.   พระกัปปะ
๒๘.   พระชตุกัณณี

๒๙.   พระภัทราวุธะ
๓๐.   พระอุทยะ

๓๑.   พระโปสาละ
๓๒.   พระโมฆราช

๓๓.   พระปิงคิยะ
๓๔.   พระราธะ
๓๕.   พระปุณณมันตานีบุตร

๓๖.   พระกาฬุทายี ๑๐

๓๗.   พระนันทะ ๑๑
๓๘.   พระราหุล ๑๒
๓๙.   พระอุบาลี ๑๓
๔๐.   พระภัททิยะ ๑๔

๔๑.   พระอนุรุทธะ ๑๕
๔๒.   พระอานนท์ ๑๖
๔๓.   พระภัคคุ

๔๔.   พระกิมพิละ
๔๕.   พระโสณโกฬิวิสะ ๑๗

๔๖.   พระรัฏฐปาละ ๑๘
๔๗.   พระปิณโฑลภารทวาชะ ๑๙

๔๘.   พระมหาปันถกะ ๒๐
๔๙.   พระจูฬปันถกะ ๒๑
๕๐.   พระโสณกุฏิกัณณะ ๒๒

๕๑.   พระลกุณฏกภัททิยะ ๒๓

๕๒.   พระสุภูติ ๒๔

๕๓.   พระกังขาเรวตะ ๒๕

๕๔.   พระวักกลิ ๒๖

๕๕.   พระกุณฑธานะ ๒๗

๕๖.   พระวังคีสะ ๒๘

๕๗.   พระปิลินทวัจฉะ ๒๙
๕๘.   พระกุมารกัสสปะ ๓๐
๕๙.   พระมหาโกฏฐิตะ ๓๑
๖๐.   พระโสภิตะ ๓๒
๖๑.   พระนนทกะ ๓๓

๖๒.   พระกัปปินะ ๓๔
๖๓.   พระสาคตะ ๓๕
๖๔.   พระอุปเสนะ ๓๖
๖๕.   พระขทิรวนิยเรวตะ ๓๗
๖๖.   พระสีวลี ๓๘
๖๗.   พระพาหิยทารุจิริยะ ๓๙
๖๘.   พระพากุล ๔๐

๖๙.   พระทัพพมัลลบุตร ๔๑
๗๐.   พระอุทายี

๗๑.   พระอุปวาณะ
๗๒.   พระเมฆิยะ
๗๓.   พระนาคิตะ

๗๔.   พระจุนทะ

๗๕.   พระยโสชะ

๗๖.   พระสภิยะ

๗๗.   พระเสละ

๗๘.   พระมหาปรันตปะ

๗๙.   พระนาลกะ

๘๐.   พระองคุลิมาละ


* เลขที่อยู่หลังชื่อ มีตั้งแต่ ๑ ถึง ๔๑ เฉพาะแต่สาวกผู้ดำรงอยู่ในตำแหน่งเอตทัคคะ เพื่อเป็นการสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการดูเฉพาะประวัติของพระสาวกผู้ดำรงตำแหน่งเอตทัคคะจะได้ตรวจได้โดยง่าย



บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 10:41 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๑.   ประวัติพระอัญญาโกณฑัญญเถระ




ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลในบ้านพราหมณ์ชื่อว่าโทณวัตถุ  ไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อว่า “โกณฑัญญะ” เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทและรู้ลักษณะมนต์คือตำราทายลักษณะ ฯ  คราวเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาประสูติใหม่ได้ประมาณ ๕ วัน  พระเจ้าสุทโธทนะตรัสให้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาเลี้ยงโภชนาหาร ในการพิธีทำนายพระลักษณะตามพระราชประเพณี แล้วเลือกพราหมณ์ ๘ คน จากพราหมณ์พวกนั้น ให้เป็นผู้ตรวจและทำนายลักษณะ ฯ ครั้งนั้น โกณฑัญญพราหมณ์ยังเป็นหนุ่ม ได้รับเชิญในการนี้ด้วย ทั้งนี้ได้รับเลือกเข้าในจำพวกพราหมณ์ ๘ คน แต่เป็นผู้ที่มีอายุกว่าเพื่อน ฯ  พราหมณ์ ๗ คน ตรวจลักษณะแล้วทำนายคติแห่งพระมหาบุรุษเป็น ๒ ทางว่า ถ้าอยู่ครองฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก ฯ ส่วนโกณฑัญญพราหมณ์เห็นแน่แก่ใจว่าพระองค์จักเสด็จออกผนวช  จึงได้ทำนายคติแห่งมหาบุรุษเป็นทางเดียวว่าพระองค์จักเสด็จออกทรงผนวชแล้วจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลกแน่ ฯ


ตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งใจไว้ว่า ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวชเมื่อใด ตนเองยังมีชีวิตอยู่จักออกบวชตามเมื่อนั้น ฯ ครั้นมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวชแล้วและกำลังบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ โกณฑัญญพราหมณ์ได้ทราบข่าว  จึงชวนพราหมณ์อีก ๔ คน คือ วัปปะ ๑   ภัททิยะ ๑   มหานามะ ๑   อัสสชิ ๑   รวมเป็น ๕ ซึ่งเรียกว่าปัญจวัคคีย์ ออกบวชติดตามพระมหาบุรุษคอยปฏิบัติอยู่ทุกเช้าค่ำด้วยหวังว่า ถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมใด จักเทศนาสั่งสอนให้บรรลุธรรมนั้นบ้าง ฯ เมื่อพระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างเต็ม นับประมาณได้ถึง ๖ ปีแล้ว ทรงสันนิษฐานว่ามิใช่ทางพระโพธิญาณ  ทรงใคร่พระทัยจะทำความเพียรในทางจิต  จึงทรงเลิกทุกรกิริยานั้นเสีย ฝ่ายปัญจวัคคีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าสำคัญว่าพระองค์ ทรงคลายความเพียรแล้วจึงหมดความเลื่อมใส เกิดความเบื่อหน่าย  พากันละทิ้งพระองค์เสีย ไปอยู่ที่ป่า อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ฯ


เมื่อพระมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้ว ทรงดำริหาคนที่จะรับพระธรรมเทศนานาทีแรก ในชั้นต้นทรงระลึกถึงอาฬารดาบสกาลามโคตร และอุททกดาบสรามบุตร ซึ่งพระองค์ได้เคยไปพำนักอาศัยศึกษาในลัทธิของท่าน แต่ท่านทั้ง ๒ ได้สิ้นชีพไปก่อนแล้ว ในลำดับนั้นทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์ภิกษุทั้ง ๕ ที่เคยอุปัฏฐากพระองค์มา ครั้นทรงพระดำริอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จพุทธดำเนินไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ฯ ฝ่ายปัญจ-วัคคีย์ทั้ง ๕ ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล เข้าใจว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อแสวงหาผู้อุปัฏฐาก จึงได้ทำกติกานัดหมายกันว่าพระสมณโคดมนี้คลายจากความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากแล้ว เสด็จมา ณ บัดนี้  พวกเราทั้งหลายไม่พึงไหว้ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ และไม่พึงรับบาตรและจีวรของพระองค์เลย ก็แต่ว่าพึงแต่งตั้งอาสนะที่นั่งไว้  ถ้าพระองค์ปรารถนาก็จักประทับนั่งฯ


ครั้นพระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้ว อาศัยความเคารพที่เคยประพฤติต่อพระองค์ มาบันดานให้ลืมกติกาการนัดหมายที่ทำกันไว้เสีย พร้อมกับลุกขึ้นต้อนรับและทำสามีจิกรรมดังที่เคยทำมา แต่ยังแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง พูดกับพระองค์ด้วยถ้อยคำไม่เคารพ พระองค์ตรัสห้ามเสีย และตรัสบอกว่าเราได้ตรัสรู้อมฤตธรรมโดยชอบเองแล้ว ท่านทั้งหลายคอยตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงให้ฟัง เมื่อท่านทั้งหลายตั้งใจประพฤติตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้าก็จักบรรลุอมฤตธรรมนั้น ฯ เธอเหล่านั้นกล่าวคัดค้านพระองค์ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งว่า พระองค์คลายจากความเพียรเสียแล้ว ไฉนจะบรรลุอมฤตธรรมได้เล่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนให้เธอทั้งหลายระลึกถึงกาลหนหลังว่า ท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังบ้างหรือว่าวาจาเช่นนี้เราได้เคยพูดแล้วในกาลก่อน ฯ  ภิกษุปัญจวัคคีย์ระลึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้พระองค์ไม่เคยตรัสเลยจึงพากันตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่พระองค์จะตรัสเทศนาสั่งสอนสืบต่อไป


สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพระปฐมเทศนา  ประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ซึ่งมีนามว่า ธัมมจักกัปวัตตนสูตร ฯ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุ ดวงตาคือปัญญาอันเห็นธรรมได้บังเกิดขึ้นแก่โกณธัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ธรรมจักษุในที่นี้ได้แก่พระโสดาปัตติมรรค เรียกท่านผู้ที่ได้บรรลุว่า พระโสดาบัน ฯ (เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ท่านโกณธัญญะได้เห็นธรรมแล้ว แต่ยังติดขันธ์ ๕ อยู่ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มิได้ถามขันธ์ ๕ ต่อพระองค์ เพราะทราบอยู่แล้ว อาทิ ท่านอัญญาโกณธัญญะ พระองค์ทรงเปล่งพระอุทานว่ายังติดขันธ์ ๕ อยู่ ก็หลุดพ้นจากขันธ์ ๕ ในเวลาต่อมา  


และในหนังสือเล่มนี้ไม่ปรากฏเรื่องขันธ์ ๕ จึงมีความประสงค์จะให้ผู้สนใจอ่านศึกษา จึงเอาเรื่องที่พระองค์ตรัสสอนภิกษุสงฆ์ที่มาห้อมล้อมพระองค์ ในเวลากลางคืนวันเพ็ญ ขณะเมื่อพระองค์ประทับอยู่ที่บุพพารามวิหารในเรื่องขันธ์ ๕ มาให้ทราบโดยย่อว่าขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ เพราะฉะนั้นแหละภิกษุทั้งหลาย เธอควรเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณทั้งสิ้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา นี่แหละภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเมื่อเห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายความยินดี เมื่อคลายความยินดีก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น รู้ว่าสิ้นความเกิดแล้วสำเร็จพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นที่จะต้องทำอีกแล้ว ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นก็ชื่นชมยินดี ขณะที่ตรัสอยู่นั้นภิกษุ ๖๐ องค์ ก็ได้สำเร็จพระอรหัต) จึงเปล่งอุทานว่า   “อญฺญาสิ  วต  โภ  โกณฺฑญฺโญ  อญฺญาสิ  วต  โภ  โกณฺฑญฺโญ”  แปลว่า “โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ เพราะอาศัยคำว่า “อญฺญาสิ”  จึงได้คำนำหน้านามของท่านว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ตั้งแต่กาลนั้นมา ฯ


อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นพระภิกษุด้วยพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” พระวาจานั้นย่อมสำเร็จเป็นอุปสมบทของท่าน  การอุปสมบทอย่างนี้เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ฯ ผู้ได้รับพระพุทธานุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาเช่นนี้เรียกว่าเอหภิกษุ ฯ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้รับพระพุทธานุญาตเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ด้วยพระจาเช่นนั้นเป็นองค์แรก ฯ จำเดิมแต่นั้นมา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนท่านทั้ง ๔ ที่เหลือจากนั้นด้วยปกิณณกเทศนาให้ได้ดวงตาเห็นธรรม และรับให้เป็นพระภิกษุด้วย พระวาจาเช่นเดียวกัน ฯ


ในลำดับนั้น พระองค์จึงตรัสเทศนาเป็นทางอบรมวิปัสนาเพื่อวิมุตติ อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันมีนามว่า “อานัตตลักขณสูตร”  ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา จิตของท่านทั้ง ๕ ก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปทาน ท่านได้เป็นพระอรหันตขีณาสพ  ประพฤติจบพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ ฯ ในคราวที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงสาวกไปประกาศศาสนาคราวแรก ท่านพระอัญญา โกณฑัญญะก็ได้ช่วยเป็นกำลังประกาศพระศาสนาองค์หนึ่ง แต่มิได้ปรากฏว่าไผ ณ แว่นแคว้นแดนตำบลใด สันนิษฐานได้ว่า ท่านไปบ้านพราหมณ์ ชื่อว่าโทณวัตถุ แขวงกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นภูมินำเนาเดิมของท่าน เพราะมีหลักฐานที่ท่านพาปุณณมานพผู้เป็นหลาน บุตรนางมันตานีซึ่งเป็นน้องสาวของท่านเข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ ฯ (จะพามาบวชในคราวนี้หรือคราวไหน ขอนักธรรมวินัยใคร่ครวญเถิด) ฯ


ท่านได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นยอดเยี่ยมกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รัตตัญญู แปลว่า “ผู้รู้ราตรี”  หมายถึง ท่านเป็นผู้เฒ่าอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านไม่มีความสบาย จึงได้ถวายบังคมลาสมเด็จพระบรมศาสดาไปอยู่ที่ป่าพระคันถรจนาจารย์กล่าวว่าฉัททันต์ ประมาณได้ ๑๒ ปี ได้ดับขันธปรินิพพาน  ณ ที่นั่น ก่อนพุทธปรินิพพาน ฯ





ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 11:04 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๒.   ประวัติพระวัปปเถระ




ท่านพระวัปปะ  เป็นบุตรพราหมณ์ในกรุงกบิลพัสดุ์ คราวเมื่อพระมหาบุรุษประสูติใหม่ พราหมณ์ผู้บิดาของท่านได้ถูกเชิญเลี้ยงโภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะ ได้เห็นพระมหาบุรุษมีลักษณะถูกต้องตามตำราลักษณะพยากรณ์ศาสตร์ จึงมีความเคารพในพระองค์เป็นอันมาก แต่ไม่มีความหวังในการที่จะเห็นพระองค์ ในเมื่อจะถึงคราวเป็นเช่นคำพยากรณ์  จึงได้สั่งบุตรของตนไว้ว่า เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวชเมื่อใด ให้ออกบวชติดตามเมื่อนั้น

ครั้นเมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวชแล้ว และกำลังบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ ท่านพระวัปปะพร้อมด้วยพราหมณ์ ๔ คน มีโกณฑัญญพราหมณ์เป็นหัวหน้า จึงพากันออกบวชตามเสด็จพระมหาบุรุษ คอยอยู่เฝ้าปฏิบัติทุกเช้าค่ำ ด้วยหวังว่าพระองค์ได้บรรลุธรรมใด จักทรงสั่งสอนให้ตนได้บรรลุธรรมนั้นบ้าง ฯ เมื่อเห็นพระองค์ทรงละทุกกร-กิริยาที่ทรงประพฤติมาแล้วเป็นเวลา ๖ ปี จึงมีความเห็นร่วมกันว่า พระองค์คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากในกามคุณเสียแล้ว คงจะไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษอันใดอันหนึ่ง จึงมีความเบื่อหน่ายคลายความเคารพนับถือ  พากันไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี ฯ เมื่อพระมหาบุรุษ ทรงบำเพ็ญเพียรทางใจได้ตรัสรู้แล้ว จึงเสด็จไปโปรดประทานพระธรรมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นปฐมเทศนาในวันเพ็ญแห่งเดือนอาสาฬหะ ฯ

ในลำดับนั้น ทรงตรัสปกิณณกเทศนา ในเมื่อจบเทศนานั้น ท่านพระวัปปะและภัททิยะ ได้ดวงตาเห็นธรรม* คือได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ ด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เมื่อมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ได้ฟังเทศนาอานัตตลักขณสูตรก็ได้สำเร็จพระอรหัตผลเป็นพระอเสขบุคคล ท่านได้ช่วยเป็นกำลังพระบรมศาสดาประกาศพระศาสนาคราวแรกองค์หนึ่ง เมื่อท่านดำรงอายุอยู่พอสมควรแก่กาล แล้วก็ดับขันธปรินิพพาน ฯ

        * ในอรรถกถาตติยสามนตร์ แก้ว่า การได้ดวงตาเห็นธรรมของท่านทั้ง ๔ ต่อไปนี้ ไม่ได้พร้อมกัน ได้คนละวัน คือ วันปาฏิบท วันค่ำหนึ่ง ท่านพระวัปปะได้ดวงตาเห็นธรรม วันที่ ๒ ท่านภัททิยะ วันที่ ๓ ท่านพระมหานามะ วันที่ ๔ ท่านพระอัสสชิ วันที่ ๕ เป็นวันแสดงอานัตตลักขณสูตร ฯ




ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 11:39 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๓.   ประวัติพระภัททิยเถระ




ท่านพระภัททิยะ มีชาติภูมิอยู่ในเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นบุตรพราหมณ์คนหนึ่งในจำพวกพราหมณ์ ๑๐๘ คนเมื่อถูกเชิญเลี้ยงโภชนาหาร ในการพิธีทำนายพระลักษณะพระมหาบุรุษ ท่านได้ยินบิดาบอกเล่าให้ฟังว่า พระมหาบุรุษมีพระลักษณะถูกต้องตามมหาบุรุษลักษณพยากรณ์ศาสตร์ จึงมีความเคารพนับถือในพระองค์เป็นอันมาก  เพื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวชพร้อมด้วยพราหมณ์ ๔ คน มีโกณฑัญญพราหมณ์เป็นหัวหน้า ดำริเห็นร่วมกันว่า บรรพชาของพระมหาบุรุษจักไม่เลวทรามเสื่อมเสียประโยชน์ คงจะอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วย ดำริอย่างนี้แล้วจึงพากันออกบวชติดตามเสด็จ คอยเฝ้าอุปฐากทุกค่ำเช้า ด้วยหวังว่าถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จักสั่งสอนตนให้บรรลุธรรมบ้าง ฯ

ครั้นเห็นพระองค์ทรงละทุกกรกิริยาที่ประพฤติมาแล้วเป็นเวลา ๖ ปี จึงมีความเบื่อหน่ายในการที่จะปฏิบัติต่อไป ด้วยเข้าใจว่าพระองค์กลายเป็นผู้มักมากคลายความเพียรเสียแล้ว เห็นจะไม่บรรลุธรรมวิเศษอันใดอันหนึ่งจึงพากันละพระองค์เสีย ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ฯ เมื่อพระมหา-บุรุษได้ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดประทานพระธรรมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นปฐมเทศนา แต่หาได้สำเร็จมรรคผลอะไรเพราะเทศนานั้นไม่  

ต่อมาได้ฟังปกิณณกเทศนาที่พระองค์ตรัสสอน ท่านพร้อมด้วยพระวัปปะได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงรับให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เมื่อมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนา อานัตตลักขณสูตร ในสำนักพระองค์ในวันที่พระอรรถกถาจารย์กำหนดว่าแรม ๔ ค่ำแห่งอาสาฬหะ ก็มีจิตพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ได้เป็นพระอรหันตขีณาสพประพฤติจบพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ ท่านได้ช่วยเป็นกำลังพระบรมศาสดาประกาศพระศาสนาคราวแรกองค์หนึ่ง เมื่อดำรงอายุสังขารอยู่พอสมควรแก่กาลแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน ฯ




ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 22:16 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๔.   ประวัติพระมหานามเถระ




ท่านพระมหานามะ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในกบิลพัสดุ์นคร ได้ยินพราหมณ์ผู้เป็นบิดาเล่าว่า  พระมหาบุรุษมีพระลักษณะถูกต้องตามตำราลักษณพยากรณ์ศาสตร์ เพราะได้เห็นพระองค์ในครั้งถูกเชิญเลี้ยงโภชนาหารในการพิธีทำนายพระลักษณะ จึงได้มีความเคารพนับถือและเชื่อในพระองค์เป็นอันมาก ฯ

เมื่อพระมหาบุรุษออกทรงผนวชแล้ว ท่านพร้อมด้วยพราหมณ์อีก ๔ คน มีโกณฑัญญพราหมณ์เป็นหัวหน้า พากันออกบรรพชาตามเสด็จคอยปฏิบัติพระองค์อยู่ ต่อมาพระมหาบุรุษทรงเลิกการบำเพ็ญทุก-กรกิริยา หันมาบำเพ็ญเพียรในทางใจ พวกท่านพากันเข้าใจว่าไม่บรรลุธรรมวิเศษเสียแล้ว จึงเกิดความเบื่อหน่าย พากันหลีกหนีพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ฯ

ครั้นพระมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปตรัสเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดเป็นครั้งแรก และทรงตรัสปกิณณกเทศนาในวันเป็นลำดับไปท่านได้สดับเทศนาทั้ง ๓ นั้นแต่ก็หาไม่สำเร็จมรรคผลอันใดไม่ เมื่อได้สดับปกิณณกเทศนาในวาระที่ ๔ ท่านกับพระอัสสชิได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ภายหลังได้ฟังเทศนาอานัตตลักขณสูตร ก็ได้สำเร็จพระอรหันตตผล เป็นอเสขบุคคล ครั้นเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดา ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในตอนปฐมโพธิกาล ท่านองค์หนึ่งซึ่งอยู่ในจำนวนนั้นได้ช่วยเป็นกำลังประกาศพระศาสนา ในนานาชนบท สั่งสอนกุลบุตรให้เกิดความเชื่อและความเสื่อมใส ได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัย ท่านดำรงชีวิตอยู่พอสมควรแก่กาลแล้วก็ปรินิพพาน




ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 22:21 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๕.   ประวัติพระอัสสชิเถระ




พระอัสสชิ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ในกบิลพัสดุ์นคร พราหมณ์ผู้เป็นบิดา ได้เห็นพระมหา-บุรุษมีลักษณะถูกต้องตามตำราลักษณพยากรณ์ศาสตร์ ในคราวที่ถูกเชิญเลี้ยงโภชนาหารในพิธีทำนายพระลักษณะของพระองค์  จึงได้มาบอกเล่าให้ท่านฟังและสั่งไว้ว่าบิดาก็เฒ่าชราแล้ว เห็นจะไม่ทันเห็นพระองค์ ถ้าพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวชเมื่อใด ให้ออกบวชตามเสด็จเมื่อนั้น ตั้งแต่นั้นมา ท่านมีความเคารพนับถือและเชื่อในพระองค์มาก คอยให้ถึงสมัยเช่นนั้นอยู่

เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวชแล้ว และทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ท่านได้ทราบข่าวจึงพร้อมด้วยพราหมณ์ ๔ คน มีโกณฑัญญะพราหมณ์เป็นหัวหน้า พากันออกบวชตามเสด็จ เฝ้าปฏิบัติอยู่ทุกเช้าค่ำ ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ถึง ๖ ปี ยังไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษอันใด  ทรงทราบแน่ในพระทัยว่าไม่ใช่ทางพระโพธิญาณ จึงทรงเลิกทุกกรกิริยานั้นเสีย ตั้งพระทัยบำเพ็ญเพียรในทางใจสืบไป ฯ พวกท่านพากันเข้าใจว่า เห็นจะไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษอันใดอันหนึ่งแน่นอนจึงเกิดความเบื่อหน่าย พากันละทิ้งพระองค์เสีย หลีกไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี ฯ

ครั้นพระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรทางใจ ได้ตรัสรู้แล้วจึงเสด็จไปตรัสเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดเป็นปฐมเทศนา ในลำดับนั้นทรงตรัส ปกิณณกเทศนา ท่านได้สดับเทศนานั้นพอเป็นเครื่องปลูกความเชื่อและความเลื่อมใสแต่หาได้สำเร็จมรรคผลอันใดไม่ ครั้นได้สดับปกิณณกเทศนาที่พระองค์ตรัสในวาระที่ ๒ ท่านกับมหานามได้ดวงตาเห็นธรรม  จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงรับให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

ครั้นกาลต่อมา ได้ฟังอานัตตลักขณสูตรที่พระองค์ทรงแสดงในลำดับปกิณณกเทศนานั้น ท่านพร้อมด้วยพระภิกษุอีก ๔ รูป คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ  ได้บรรลุเป็นพระอรหันตผลเป็นพระอเสขบุคคลก่อนพระอริยสวกทั้งหมด  

ครั้นเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาทรงส่งสาวกออกไปประกาศพระศาสนาในตอนปฐมกาล ท่านองค์หนึ่งซึ่งอยู่ในจำนวนนั้น ได้ช่วยเป็นกำลังประกาศพระศาสนาในนานาชนบท ปรากฏว่าท่านเป็นผู้เฉลียวฉลาด รู้จักประมาณตน ไม่โอ้อวดหรือเย่อหยิ่ง กิริยามารยาทเป็นที่น่าเลื่อมใส ในเมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ในกรุงราชคฤห์ อุปติสสปริพพาชกเดินมาแต่สำนักของปริพพาชก ได้เห็นท่านเข้าเกิดความเลื่อมใส จึงขอให้ท่านแสดงธรรมให้ฟัง

ท่านกล่าวว่าผู้มีอายุเราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมายังพระธรรมวินัย ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านโดยกว้างขวางเราจักกล่าวแก่ท่านโดยย่อพอรู้ความ แล้วท่านก็แสดงธรรมแก่อุปติสสปริพพาชกพอเป็นเลา ๆ ความว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ  พระศาสดาทรงแสดงเหตุของธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างนี้” ฯ อุปติสสปริพพาชกได้ฟังก็ได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วท่านได้ชักนำให้ไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ภายหลังปรากฏว่า อุปติสสปริพพาชกอุปสมบทในพระพุทธศาสนา มีนามว่าพระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา จัดว่าท่านอัสสชิได้ศิษย์สำคัญองค์หนึ่ง ฯ ท่านดำรงอายุสังขารพอสมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน ฯ





ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 22:40 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๖.   ประวัติพระยสเถระ




ท่านพระยสะ เป็นบุตรเศรษฐีในพระนครพาราณสี ซึ่งมีเรือน ๓ หลัง เป็นที่อยู่ใน ๓ ฤดู สมัยนั้นเป็นฤดูฝน ยสกุลบุตรอยู่ในปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝน มีสตรีล้วนประโคมดนตรีบำรุงบำเรออยู่ ไม่มีบุรุษเจือปน ในคืนวันหนึ่งยสกุลบุตรนอนหลับก่อน หมู่ชนที่เป็นบริวารหลับต่อภายหลัง มีแสงไปสว่างอยู่ ยสกุลบุตรเมื่อตื่นขึ้นเห็นหมู่ชนที่เป็นบริวารหลับมีอาการพิกลต่าง ๆ ไม่เป็นที่น่าเลื่อมใส ปรากฏแก่ยสกุลบุตรดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า ครั้นยสกุลบุตรได้เห็นแล้วเกิดความสลด คิดเบื่อหน่ายจึงเปล่งอุทานออกมาว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” สวมรองเท้าเดินออกจากประตูเรือนไป แล้วออกจากประตูเมืองเดินตามทางที่จะไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

ในเวลานั้นจวนใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรเปล่งอุทานเดินมายังที่ใกล้ จึงตรัสเรียกว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญมาที่นี่เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน” ยสกุลบุตรได้ยินดังนี้ จึงถอดรองเท้าเดินเข้าไปถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง พระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพิกถาฟอกจิตยสกุลบุตรให้ห่างไกลจากความยินดีในกามแล้ว ในที่สุดแสดงอริยสัจ ๔  ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมพิเศษ ณ ที่นั่งนั้น ภายหลังพิจารณาภูมิธรรมที่ตนได้เห็นแล้ว จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ฯ

ฝ่ายมารดาของยสกุลบุตร  พอรุ่งเช้าก็ขึ้นไปบนเรือนไม่เห็นลูก จึงบอกแก่เศรษฐีผู้เป็นสามีให้ทราบ เศรษฐีใช้ให้คนไปตามหาในทิศทั้ง ๔ ส่วนตนเองก็เที่ยวออกหาด้วย  เผอิญเดินไปทางป่าอิสิปตน-มฤคทายวัน ได้เห็นรองเท้าของลูกตั้งอยู่ ณ ที่นั้น จึงตามเข้าไป เมื่อเศรษฐีเข้าไปถึงแล้ว พระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ในที่สุดเทศนา เศรษฐีได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาแล้วแสดงตนเป็นอุบาสก ว่า “ข้าพระพุทธเจ้าถึงพระองค์กับพระธรรม และภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึก ขอพระองค์จงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ระลึกตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” เศรษฐีนั้นได้เป็นอุบาสกอ้างเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะก่อนกว่าชนทั้งปวงในโลก ฯ

เศรษฐีผู้เป็นบิดายังไม่ทราบว่ายสกุลบุตรมีอาสวะสิ้นแล้ว จึงขอให้กลับไปเพื่อให้ชีวิตแก่มารดาเพราะมารดาโศกเศร้าพิไรรำพันนัก  ภายหลังทราบว่ายสกุลบุตรมีอาสวะสิ้นแล้ว ไม่ควรกลับไปครอบครองเรือนบริโภคกามคุณเหมือนแต่ก่อน  จึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดากับพระยสะเป็นปัจฉา-สมณะตามเสด็จรับบิณฑบาตในเวลาเช้า พระองค์ทรงรับด้วยพระอาการนิ่งอยู่ เศรษฐีทราบว่าทรงรับแล้ว จึงลุกจากที่นั่งถวายอภิวาทกระทำปทักษิณแล้วหลีกไป เมื่อเศรษฐีหลีกไปแล้ว  ยสกุลบุตรทูลขออุปสมบทพระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด  ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” ในที่นี้ไม่ได้ตรัสว่า “เพื่อจะทำที่สุดทุกข์โดยชอบ” เพราะพระยสะได้ถึงที่สุดทุกข์ คือได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ฯ

ครั้นเวลารุ่งเช้าวันนั้น พระบรมศาสดามีพระยสะเป็นปัจฉาสมณะตามเสด็จไปรับบิณฑบาตในเรือนเศรษฐี ได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ แก่สตรีทั้ง ๒ คือมารดาและภรรยาเก่าของพระยสะ ให้สตรีทั้ง ๒ นั้นได้เห็นธรรมแล้ว แสดงตนเป็นอุบาสิกาเกิดขึ้นในโลกก่อนกว่าหญิงอื่น ครั้นเสร็จภัตตกิจตรัสเทศนาสั่งสอนชนทั้ง ๓ แล้ว เสด็จกลับไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ฯ

การอุปสมบทของพระยสะ นับว่าอำนวยประโยชน์ให้แก่ชนเป็นอันมาก เพราะท่านอุปสมบทเพียงองค์เดียว ยังเป็นเหตุชักจูงผู้อื่นเข้ามาอุปสมบทด้วย เช่นสหายของท่านอีก ๕๔ คน ที่ได้มาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาก็เพราะอาศัยท่าน ท่านได้ช่วยพระบรมศาสดาประกาศพระศาสนาตอน ปฐมโพธิกาลองค์หนึ่ง  เมื่อดำรงอายุสังขารพอสมควรแก่กาลแล้วก็ปรินิพพาน




ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 22:46 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๗.   ประวัติพระวิมลเถระ




ท่านพระวิมลเถระ เป็นบุตรของเศรษฐีในพระนครพาราณสี เป็นสหายที่สนิทและชอบพอของ พระยสะ เมื่อพระยสะผู้เป็นสหายออกบวช แล้วท่านได้ทราบข่าว จึงคิดว่าพระธรรมวินัยที่พระยสะออกบวชนี้จักไม่เลวทรามเป็นเสื่อมเสียจากประโยชน์เป็นแน่  คงจะเป็นธรรมวินัยอันประเสริฐ อำนวยประโยชน์สุขให้แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม

ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว  จึงไปชักชวนสหายอีก ๓ คน คือ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ พากันเข้าไปหาพระยสะบอกความประสงค์ในการมาของตน ๆ ให้ท่านทราบ พระยสะจึงพาท่านพร้อมด้วยสหาย ๓ คน ไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา  ทูลขอให้พระองค์ทรงสั่งสอนให้ได้บรรลุธรรมพิเศษ และทรงประทานอุปสมบทอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” และทรงสั่งสอนให้บรรลุพระอรหัตเป็นพระอเสขบุคคล ฯ คราวเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา ในตอนปฐมโพธิกาล ท่านก็ได้ช่วยประกาศพระศาสนาในนานาชนบท  สั่งสอน กุลบุตรให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใส ให้ได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัย ท่านดำรงชีพอยู่ถึงกาลกำหนดอายุขัยแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน ฯ




ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

Rank: 8Rank: 8

pimnuttapa โพสต์เมื่อ 2011-6-7 22:50 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

๘.   ประวัติพระสุพาหุเถระ




ท่านพระสุพาหุ  เป็นบุตรของเศรษฐีสืบๆ กันมา ในเมืองพาราณสีเป็นสหายกับท่านยสะ ได้ทราบข่าวว่ายสกุลบุตรออกบวชแล้วจึงคิดว่าธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรออกบวชนั้นจักไม่เลวทรามแน่แล้ว คงเป็นธรรมวินัยอันประเสริฐ อำนวยประโยชน์สุขให้แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม

ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว จึงพร้อมด้วยสหายอีก ๓ คน คือ วิมละ ปุณณชิ ควัมปติ พากันเข้าไปหาท่านพระยสะ ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้งนั้นท่านพระยสะจึงพาสหายเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอให้พระองค์ตรัสสั่งสอน พระองค์ก็ตรัสสั่งสอนด้วยเทศนาอนุปุพพิกถา และอริยสัจ ๔ ทรงรับให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ลำดับนั้นทรงสั่งสอนปกิณณกเทศนาให้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคล ท่านได้ช่วยเป็นกำลังประกาศพระศาสนาตอนปฐมโพธิกาลองค์ ๑ เมื่อดำรงชีพอยู่ถึงกาลกำหนดอายุขัยแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน ฯ





ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก
บันทึกของมิรา : http://www.dannipparn.com/forum-36-1.html

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2019-3-26 16:01 , Processed in 0.019317 second(s), 15 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.